ไม่ครบเครื่อง เริ่มต้นก็คือปัญหาบรรดานักการเมืองที่ย้ายพรรคไปตั้งต้นใหม่ โดยเฉพาะพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ที่หายไปเยอะแต่มีเสียงฝากตามหลังมานักการเมืองพวกนี้ “สอบตก” แน่หรือไม่ก็จะถูกกวาดตกเวที เพราะไม่มีอุดมการณ์บ้าง ไปร่วมกับเผด็จการสืบทอดอำนาจบ้างก็ว่ากันไปเรื่องทำนองนี้...มีมาตลอดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแน่นอนว่านักการเมืองที่ออกจากพรรคไปเริ่มต้นในพรรคใหม่คงมีอยู่หลายประเภท แต่ที่ตรงกันอย่างก็คือคิดหวังว่าจะได้เป็นรัฐบาลอีกพวกใหญ่ๆไม่น้อยก็คือ ความขัดแย้งในพรรคเคยสังกัดไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ผ่านมาหรือสดๆร้อนๆในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันมีโพลล่าสุดก็มาว่าบรรดามีที่ย้ายออกจากพรรค ประชาชนคิดว่าจะยังกาบัตรให้นักการเมืองเหล่านี้ก็คงจะโล่งอกไปตามๆนั้น นั่นเพราะต้องการเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง นักการเมืองเหล่านี้ล้วนมีสิ่งที่พูดถึงกันคือเป็นนักการเมืองประเภท ซึ่งเป็นดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองตลาดนัดการเมืองห้วงก่อนที่จะปิดหีบต่อการเป็นสมาชิกพรรคอันเป็นเส้นตายทางการเมือง หากผิดพลาดจะหมดโอกาสที่จะเลือกตั้งใครจากไหน พรรคไหนสำหรับบรรดานักการเมืองที่ได้รับความนิยม ส่วนบุคคลในเขตพื้นที่จึงมีทางเลือกที่เปิดกว้างมากพรรคไหนก็อยากได้ตัว...!!!ทางเลือกในโอกาสที่ดีอย่างนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจสังกัดพรรค จึงมีความได้เปรียบเนื่องจากมี “ค่าตัว” ที่ไม่ธรรมดามากกว่าประเภทที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ที่ต้องเลือกพรรคอย่างที่ต้องให้พรรคช่วยทั้งชื่อเสียงและปัจจัยสนับสนุนมีคำถามทำนองว่า หากพรรคการเมืองใหญ่ที่จะเป็นรัฐบาลในแนวทาง “กองหนุน” อย่างพรรคพลังประชารัฐนั่นคือ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ด้วยการส่งชื่อให้สภาลงมติโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีอันดับ 1ว่าไปแล้วก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองไม่ต้องลุ้นให้เมื่อยหรืออย่างพรรคการเมืองอื่น ความจริงก็ประกาศให้รับรู้กันได้แล้วว่าพรรคไหนจะส่งชื่อใครเพราะไม่มีกฎหมายห้ามเอาไว้ปัญหามันอยู่ที่ว่ามีการตกลงกันลงตัวแล้วหรือยัง...ปัญหามันอยู่ตรงนี้มากกว่าว่าไปแล้วการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นอกเหนือจากนโยบายของพรรคแล้ว บุคคลที่จะนำพรรคก็มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชนใครจะเป็นนายกฯของพรรคการเมืองไหน มีหรือประชาชนไม่อยากรู้ ยิ่งสามารถแสดงตัวตนอย่างเปิดเผยก็ยิ่งดีประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วยการเมืองไทยมันมีความประหลาดในแต่ละพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทยเป็นอย่างนี้มาตลอดก็คือหัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นเบอร์ 1 ของพรรคอย่างสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกฯเพียงเพราะเป็น “นอมินี” ของพี่ชายคราวนี้ก็ไม่ต่างกันเมื่อหัวหน้าพรรคเป็นแค่ตัวสำรองเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งภายใน การจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯก็ไม่มีความชัดเจนนี่ก็เป็นปัญหาเพราะยังไม่รู้ว่าใครจะได้รับการเสนอชื่อ.“สายล่อฟ้า”