ร่างกฎหมายไซเบอร์เงียบหายไปนานหลายเดือน หลังจากที่โดนรุมคัดค้านหนัก ทั้งจากกลุ่มนักธุรกิจ นักวิชาการ นักกฎหมาย นายกรัฐมนตรีต้องสั่งให้นำกลับไปทบทวนแก้ไข ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้ง และคาดว่าจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ แต่มีเสียงวิจารณ์ว่าร่างที่แก้ไขใหม่ ส่วนใหญ่ยังยึดหลักการเดิม และยังเป็นกฎหมายอำนาจนิยมนายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ เปิดการแถลงข่าวระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นต้นเรื่อง ยังคงให้คณะกรรมการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) และเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในเคหสถาน เพื่อยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หน่วยความจำ และอุปกรณ์ที่ใช้ทางไซเบอร์เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจในการจับ ค้น ขัง และยึดอุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่ต้องมีหมายศาล ทำให้กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหลักประกันเสรีภาพ สิทธิทางการเมือง สิทธิส่วนตัว กลายเป็นเครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ทำลายโครงสร้างประชาธิปไตย การปกครองแบบนิติรัฐกลายเป็นรัฐตำรวจ ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบบคณาธิปไตยผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์เป็นห่วงว่า หากกฎหมายไซเบอร์มีผลใช้บังคับ จะทำให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายนี้ เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และศัตรูทางความคิดเห็นได้ง่าย เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนจากต่างชาติ เพราะไม่ไว้วางใจว่าจะถูกล่วงละเมิดเกี่ยวกับความลับทางการค้า ทางลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร บั่นทอนความมั่นคงด้านเศรษฐกิจกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือปกป้องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อาจสวนทางกับหลักการประชาธิปไตย เป็นกฎหมายที่ยึดแนวทางอำนาจนิยมเหมือนกับกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาในรัฐบาลนี้ เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ แทนที่จะปกป้องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย กลายเป็นว่าจะชุมนุมต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่รัฐอีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ กลายเป็นกฎหมายยอดฮิตในการปิดปากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองไม่ให้พูดในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้พูด และไม่อยากให้ประชาชนได้ยินได้ฟัง โดยกล่าวหาว่านำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นความผิดอาญามีโทษรุนแรงกว่ากฎหมายหมิ่นประมาท จึงเป็นยอดนิยมกฎหมายอำนาจนิยมต่างๆ รวมทั้งบรรดาคำสั่ง คสช.ทั้งหลายอาจกลายเป็นมรดกตกทอดต่อไปอีกช้านาน ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือยกเลิก แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือจะไม่มีการยกเลิกหรือแก้ไขโดยรัฐบาล คสช. เว้นแต่กลุ่มพรรคที่สนับสนุน คสช.แพ้เลือกตั้ง และกลุ่มพรรคที่คัดค้านอำนาจนิยมเป็นผู้ชนะ แต่ผู้ที่จะชี้ขาดว่าจะเลือกแนวทางใด คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50 ล้านคน.