การเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูล แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานคือ แหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณ โดยใช้ ระบบแบ่งปันผลผลิต กลับถูกฝ่ายต่อต้านไม่เห็นด้วยขู่ถึงขั้นจะเอาผิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลยทีเดียว อันที่จริง ระบบแบ่งปันผลผลิต ก็เป็นระบบที่ฝ่ายคัดค้านหรือ เอ็นจีโอหน้าเดิม เคยเรียกร้องให้นำมาใช้ในการบริหารจัดการผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนด้วยซ้ำไปการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทั้ง 2 แหล่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อให้ทันกับการสิ้นสุดอายุสัมปทานในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุดต่อมาเมื่อ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นำ ระบบแบ่งปันผลผลิต มาใช้เป็นเงื่อนไขในการเปิดประมูล คนที่ออกมาต่อต้านก็เปลี่ยนเป็นเรียกร้องให้หันมาใช้ ระบบจ้างบริการ อีกแล้ว พยายามที่จะลากยาวการเปิดประมูลออกไปอีก แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์และมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงโดยข้อเท็จจริงแล้ว แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีลักษณะเป็น กระเปาะเล็กๆ ซึ่งเป็นการยากลำบากในการสำรวจและขุดเจาะ เพราะมีต้นทุนที่สูงและมีโอกาสเสี่ยงที่จะไม่คุ้มการลงทุน ดังนั้นถ้าจะเอา ระบบจ้างบริการ มาใช้เป็นเงื่อนไขในการประมูลคงไม่มีบริษัทเอกชนรายใดกล้าลงทุนแน่นอนในขณะที่ แหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เมียนมา หรือ มาเลเซีย มีลักษณะหลุมก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่กว่าเรา ยกตัวอย่าง แหล่งอาทิตย์ ต้องเจาะหลุมลงไปถึง 300 หลุมในการที่จะผลิตปริมาณก๊าซธรรมชาติให้ได้ที่ 223 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ แหล่งยาดานา ของเมียนมาเจาะหลุมในการผลิตเพียง 17 หลุม ได้กำลังการผลิตที่ 700 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ของ มาเลเซีย ใช้จำนวนหลุมผลิตประมาณ 25 หลุม แต่ให้ผลผลิตปิโตรเลียมถึงประมาณ 1,138 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงมีผู้เข้าร่วมประกวด ราคาประมูลแค่ 2 รายเท่านั้น คือ ปตท.สผ. ร่วมทุนกับ MPG2 บริษัทในกลุ่ม มูบาดาลา กับ เชฟรอน ที่ร่วมทุนกับ มิตซุยออยส์ สนใจประมูลหากเอ็นจีโอในประเทศไทยยังขยันประท้วง โดยไม่ฟังเหตุผล หาเหตุมาประท้วงได้เรื่อยๆ ย่อมไม่ส่งผลดีกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์จากอคติที่มีต่อ ปตท. และกระทรวงพลังงานผลการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าใครจะชนะการประมูลก็ตาม ประเทศไทย จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งถึงเวลาควรจะแยกผลประโยชน์ด้านพลังงานของประเทศออกจากการเมืองเสียที หันมาช่วยกันรักชาติรักประเทศที่ถูกต้องมากกว่าจะรักชาติแบบมีอคติส่วนตัว.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th