วันนี้ตั้งชื่อเรื่องยังกะนิยาย เพราะวันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมจะชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง “บ้าน” วิมานสถานอันอบอุ่นที่สุดของคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กหลังใหญ่ แต่ “ปัญหาเรื่องบ้าน” ที่ถกเถียงในบ้านเรามาหลายเดือน ว่าด้วยเรื่อง เงินดาวน์ บ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 ที่แบงก์ชาติเพิ่งออกกฎใหม่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสินเชื่อบ้านมีปัญหาในอนาคต มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ถ้าผ่อนบ้านหลังแรกไปแล้ว 3 ปี ให้วางเงินดาวน์ได้ 10% แต่ถ้าผ่อนหลังแรกยังไม่ถึง 3 ปี ต้องวางเงินดาวน์เพิ่มเป็น 20% ถ้าซื้อหลังที่ 3 ต้องวางเงินดาวน์ 30% ในทุกระดับราคาการกำหนดวงเงินดาวน์บ้านของ แบงก์ชาติ ครั้งนี้ เป็นการป้องปรามมิให้เกิดปัญหาสินเชื่อบ้านและคอนโดในอนาคตรวมทั้งป้องกันบ้านและคอนโดล้นตลาด เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาเศรษฐกิจการเงินตามมาเหมือน “ปัญหาบ้าน” ที่กำลังเกิดขึ้นใน ประเทศจีน งานวิจัยของ ศาสตราจารย์กาน ลี่ จากมหาวิทยาลัย เฉิงตู เซาท์เวสเทิร์น ออฟ ไฟแนนซ์ แอนด์ อีโคโนมิก เปิดเผยวันก่อน ระบุว่า ประเทศจีนวันนี้มีบ้านร้างในเมืองมากถึง 50 ล้านหลัง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์หยาบๆก็ประมาณ 22% ของบ้านในเมืองทั้งหมด โดยมีบ้านร้าง 10–20% อยู่ใน กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนเห็นตัวเลขบ้านร้าง 50 ล้านหลังของจีนแล้ว ก็เป็นตัวเลขที่น่าตกใจศาสตราจารย์กาน ลี่ บอกว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่บ้านร้างสูงเท่าจีนอีกแล้ว ประเทศพัฒนาแล้วที่มีบ้านร้างเกิน 10% ก็มี ไต้หวัน มากที่สุด ตามด้วย ญี่ปุ่น และ สหรัฐฯ บ้านร้างมหาศาลในจีน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทาง การเงินและสังคมของจีนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังพยายามหาทางแก้ไข อาจจะใช้ กฎหมายภาษีทรัพย์สิน หรือ ภาษีบ้านร้าง กับเจ้าของบ้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เคยประกาศเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า “บ้านสร้างไว้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร” หลังจากที่รัฐบาลจีนไม่สามารถแก้ปัญหา “ฟองสบู่บ้านร้าง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ เมืองใหม่ในจีนบางเมือง เป็นเมืองร้างทั้งเมือง เพราะไม่มีคนอยู่อาศัย การซื้อบ้านเพื่อลงทุน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดบ้านร้างกว่า 50 ล้านหลังในจีน ซื้อมาแล้วไม่มีคนเช่าเงินลงทุนก็จม บ้านร้างทุกหลังล้วนสร้างต้นทุนที่สูญเปล่าต่อประเทศทั้งสิ้น เช่น ต้นทุนสายส่งไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า แต่ไม่มีคนใช้ศาสตราจารย์กาน ลี่ ได้ยกตัวอย่างบ้านร้างที่เป็นวิลล่าสองชั้นหลังหนึ่งในชานเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งพ่อแม่ของ นาตาลี เฟง สาวน้อยวัย 27 ปี ซื้อให้เป็นบ้านพักผ่อนสุดสัปดาห์ แต่เธอไปใช้น้อยมาก ถ้าไปพักผ่อนที่บ้านหลังนี้ทุกสัปดาห์ เธอจะต้องขับรถออกจากเมืองใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง พอไปถึงบ้านก็ต้องไปทำความสะอาดบ้านอีกครึ่งวัน การหาคนเช่าก็ลำบากมาก เธอพูดติดตลกว่า ถ้าเป็นไปได้เธอจะอธิษฐานไม่ให้พ่อแม่ซื้อบ้านหลังนี้ให้เธอตั้งแต่ต้น การมีบ้านชานเมืองเป็นบ้านหลังแรก ทำให้เธอต้องจ่ายเงินดาวน์ซื้ออพาร์ตเมนต์ในเมืองแพงขึ้นมาก เพราะอพาร์ตเมนต์กลายเป็นบ้านหลังที่ 2ในเมืองไทยผมก็เชื่อว่ามีบ้านร้างจำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครศึกษา เช่น หัวหิน พัทยา เขาใหญ่ มีเศรษฐีไปซื้อบ้านบนเขา บ้านและคอนโดริมทะเล หลังละหลายสิบล้าน แต่ไม่ค่อยได้ไปอยู่ กลายเป็นบ้านร้างแต่ต้องจ่ายค่าส่วนกลางทุกเดือนเขียนถึงบ้านแล้ว ผมก็ขอเรียนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า อยากให้ใช้อำนาจ ม.44 ที่มีอยู่ กำหนดมาตรฐานขั้นตํ่าของบ้านและคอนโดมิเนียม ให้เหมาะสมกับ “คนหรือมนุษย์” ใช้เป็น “ที่อยู่อาศัย” ไม่ใช่มีพื้นที่ 10 กว่าตารางเมตร เป็น “สลัมคอนโดลอยฟ้า” อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คุณภาพชีวิตคนไทย จะได้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างที่ประกาศเป็น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พูดแล้วต้องทำ อย่าเป็น NATO.“ลม เปลี่ยนทิศ”