จนท.ดูข้อมูลได้ ยึดคอม-มือถือ โดยไม่ผ่านศาลกระทรวงดีอีดันอีกกฎหมายติดหนวด เร่งคลอด พ.ร.บ.ไซเบอร์ หวังคุมเลือกตั้ง เผยขยายคำนิยาม “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” ล้วงลึกไปถึงข้อความโพสต์-แชตผ่านอินเตอร์เน็ต ไอโฟน ไอแพด มือถือ แค่อ้างเหตุอันควรสงสัยกระทบความมั่นคงของประเทศ แถมเจาะทะลุข้อมูลคนไทย 67 ล้านคน แฉติดดาบเลขาธิการ กปช. อำนาจล้นฟ้า บุกค้นไม่ต้องมีหมายศาล สั่งยึดคอมพิวเตอร์ได้ทันที กำหนดโทษหนักฝ่าฝืนจำคุก 3 ปีปรับ 3 แสนบาท กูรูกฎหมายฟันธงขัดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ 7 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิผวาปัญหาเกิด ยื่นหนังสือนายกฯทบทวนหลังรัฐบาลผลักดันโครงการซิงเกิลเกตเวย์หวัง ควบคุมเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและการไหลเข้าของข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศผ่านอินเตอร์เน็ต จนถูกกระแสสังคมต่อต้านต้องล่าถอยไป ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ให้มีผลบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อควบคุมเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย โดยถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นกฎหมายติดหนวด ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐล้นฟ้าเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เสร็จแล้ว กระทรวงดีอีได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายดังกล่าว จบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเตรียมปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับที่ได้รับฟังความคิดเห็นมา ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเตรียมผลักดันเข้า สนช.ให้ทันก่อนเดือน ต.ค. เพื่อใช้เป็นกฎหมายหลักคุมการใช้โซเชียลมีเดียช่วงการเลือกตั้ง โดย กกต.กำลังผ่านร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์มารองรับ ทั้งที่ตามขั้นตอนจะต้องนำร่าง พ.ร.บ.นี้เข้า ครม.เพื่อพิจารณาก่อน แต่ผู้อยู่เบื้องหลังอ้างว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เคยผ่าน ครม.เมื่อปี 2558 มาครั้งหนึ่งแล้ว ความจริงเป็นร่างกฎหมายเหมือนกันแค่ชื่อร่างกฎหมาย แต่เนื้อหาข้างในแตกต่างอย่างสิ้นเชิงผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่ ครม.แต่งตั้งตามที่กระทรวงดีอี เสนอ 7 คน ได้แก่ นายภูมิ ภูมิรัตน นายกิตติ โฆษะวิสุทธิ์ นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน พล.อ.บรรเจิด เทียนทองดี นางมรกต กุลธรรมโยธิน และนายปณิธาน วัฒนายากร พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยในเนื้อหาภาพรวม เกรงจะมีปัญหาตามมา จึงเตรียมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้ทบทวนเนื้อหาหลายประเด็นโดยประเด็นที่เป็นห่วง อาทิ คำนิยาม “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” หลักการและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นำมาจากกฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของประเทศสิงคโปร์ มุ่งเน้นให้ความคุ้มครอง “ระบบทางไซเบอร์” หรือ “โครงสร้างทางไซเบอร์” แต่ร่างกฎหมายไซเบอร์ของไทย ขยายความคำว่า “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” รวมไปถึงเนื้อหา ข้อความที่โพสต์ หรือเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ไอโฟน ไอแพด โทรศัพท์มือถือ ที่อาจมีสาระสำคัญกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ต้องมุ่งเน้นคุ้มครอง “ระบบทางไซเบอร์” หรือโครงสร้างทางไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์และตามหลักสากล ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือต้องมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ให้อำนาจหน้าที่เลขาธิการ กปช. สามารถออกคำสั่งให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ดำเนินการดังนี้ 1.เฝ้าระวังคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง 2.ตรวจสอบคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อหาข้อบกพร่องที่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงฯใครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม 2 ข้อนี้ ต้องถูกปรับไม่เกิน 3 แสนบาท 3.แก้ไขภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้แก่ การกำจัดชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์จากคอมพิวเตอร์ การปรับปรุงซอฟต์แวร์ เพื่อจัดการข้อบกพร่อง ยกเลิกการเชื่อมต่อชั่วคราวกับคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ 4.หยุดการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อรักษาสถานะของคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์นั้น ใครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม 2 ข้อหลังนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 1.5 แสนบาทหรือทั้งจำและปรับผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ส่วนในการป้องกัน รับมือและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง เลขาธิการ กปช.มีอำนาจปฏิบัติการหรือสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเรื่องดังต่อไปนี้ 1.เข้าตรวจสอบสถานที่ โดยมีหนังสือแจ้งถึงเหตุอันควรสงสัยไปยังเจ้าของ หรือผู้ครอบครองสถานที่ 2.เข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศ ทำสำเนา หรือสกัดคัดกรองข้อมูลสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ 3.ทดสอบการทำงานของคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือถูกใช้เพื่อค้นหาข้อมูลใดๆ ที่อยู่ภายในหรือใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์นั้น 4.ยึดคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดๆ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อตรวจสอบหรือวิเคราะห์ ทั้งนี้ไม่เกิน 30 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาให้ส่งคืนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดๆแก่เจ้าของโดยทันที หลังตรวจสอบหรือวิเคราะห์เสร็จสิ้น หากจำเป็นต้องยึดไว้เกิน 30 วัน ให้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขยายเวลา แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน กรณีฉุกเฉินเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้เลขาธิการ กปช.โดยความเห็นชอบของ กปช.มีอำนาจขอข้อมูลเวลาจริงจากผู้เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยต้องให้ความร่วมมือ ใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.5 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ระบุว่าเนื้อหากฎหมายฉบับนี้ ให้อำนาจเลขาธิการกปช.ล้นฟ้าเข้าตรวจสอบสถานที่ เข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศ ยึดคอมพิวเตอร์ ไอโฟน ไอแพด โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ใดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ทุกประเภท โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองจากศาล หรือกระบวนการยุติธรรม ปกติการตรวจค้น ยึดทรัพย์สิน ต้องมีหมายเรียก หรือหมายค้นจากศาล หรือหน่วยงานยุติธรรม จึงดำเนินการได้ ดังนั้นการให้อำนาจเลขาธิการ กปช. ล้นฟ้ามากเกินไป ย่อมขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของเลขาธิการ กปช.และไม่มีมาตรการอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการ กปช.นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาล กำหนดให้สำนักงาน พัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) หรือ สพธอ. ปฏิบัติหน้าที่เป็นสำนักงาน กปช.จนกว่าจะจัดตั้งสำนักงานตามกฎหมายนี้ ขณะเดียวกันยังมีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่กำหนดให้ สพธอ.เป็นสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการตามร่างทั้งสองฉบับแตกต่างและขัดแย้งกัน ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ให้อำนาจเลขาธิการ กปช.เข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศ หรือสกัดคัดกรองข้อมูลสารสนเทศ ซึ่ง “มีเหตุอันควรสงสัย” ว่าเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ยึดคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบ ขอข้อมูลเวลาจริงจากผู้เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์ด้วย ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดให้ทำหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และเป็นศูนย์กลางเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน เมื่อสำนักงาน กปช.มีอำนาจ “เข้าถึง” หรือ “ล้วง” ข้อมูลอย่างไร้ขีดจำกัดทางกฎหมาย แต่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่สนับสนุนและเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้นการกำหนดให้ สพธอ.เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้ง “ล้วงข้อมูล” และ “เก็บรักษาข้อมูล” ส่วนบุคคล เข้าข่ายผลประโยชน์ขัดกัน ไร้ความชอบธรรมอย่างยิ่ง เพราะสำนักงาน กปช.โดย สพธอ.ทำหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลทั่วประเทศกว่า 67 ล้านคน ซึ่ง สพธอ.เป็นผู้เก็บรักษา โดยไม่มีข้อจำกัด หรือมีบุคคลสอบ