เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ในความคิด หรือสมองของนักโทษซึ่งต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ แตกต่างอย่างไรกับในแวบความคิดที่จี๊ดขึ้นสมองของชายทั่วไป ยามเมื่อพบเห็นผู้หญิงเซ็กซี่...แบบนี้ใช่เลย ช่างเป็นอะไรที่...น่าปล้ำนัก?เพราะความสงสัยใคร่รู้ดังว่านี้เอง เมื่อเดือน มิ.ย.2561 ธนพงษ์ ขวัญคง นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ กับ บุศราลักษณ์ เกียรติไกรรัตน์ นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชชำนาญการ ของสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต จึงได้ร่วมกับทางเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อทำการศึกษาและทดสอบผู้ต้องขังหรือนักโทษชายชั้นดี ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ รวมทั้งสิ้น 40 รายผู้ต้องขังที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้แต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว มีอายุตั้งแต่ 21-70 ปี มีการศึกษาตั้งแต่ ป.3-ปวช. ภายใต้ความปรารถนาดีที่ต้องการนำพวกเขาทั้ง 40 ชีวิต มาเข้าร่วมทดสอบ อบรม แก้ไข บำบัด และฟื้นฟู ก่อนที่จะได้รับโอกาสกลับคืนออกไปใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้งสำหรับตัว “ผู้ต้องขัง” ประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการหรือโปรแกรมนี้ หากผู้ใดมีผลทดสอบ “ผ่านการประเมิน” ผู้นั้นมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นไปเป็น นักโทษชั้นดี ยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการได้รับพักโทษ หรือได้รับอภัยโทษเร็วขึ้น ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางเรือนจำสมุทรปราการด้วยในการศึกษาและทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้กระทำ ความผิดทางเพศที่ใช้ความรุนแรงมาก เช่น ข่มขืน กระทำชำเรา และโทรมหญิง กับ กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงน้อยกว่า เช่น กระทำอนาจารโดยต้องผ่านขั้นตอนการทดสอบ ทั้งวัดไอคิวหรือระดับสติปัญญา ทดสอบบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับการกระทำความผิดทางเพศ เช่น มีการรับรู้ความเป็นจริงผิดไปจากคนทั่วไปหรือไม่ สามารถควบคุมแรงกระตุ้นเร้าภายในได้หรือยัง มีวุฒิภาวะต่ำหรือเปล่า และมีความบกพร่องในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นหรือไม่ เป็นต้น โดยโปรแกรมนี้ใช้เวลาทดสอบ และอบรมเข้มเป็นเวลา 100 ชั่วโมงเต็มผลการทดสอบปรากฏว่า ทั้งผู้ต้องขังกลุ่มที่กระทำผิดทางเพศโดยใช้ความรุนแรงมาก และรุนแรงน้อยกว่า มีระดับไอคิวอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยระหว่าง 91.4-94.1โดยผู้ต้องขังกลุ่มที่ข่มขืน กระทำชำเรา และ โทรมหญิง มีระดับค่าไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 91.4 และเกินกว่าครึ่ง หรือ 57.7% ยังคงมีบุคลิกภาพที่ไม่สามารถควบคุมแรงกระตุ้นภายในได้ อีก 9.1% เป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในข่าย มีวุฒิภาวะต่ำส่วน ผู้ต้องขังกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงน้อยกว่า เช่น กระทำความผิดฐานอนาจาร มีไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 94.1 แต่ไม่พบว่าบุคลิกภาพมีความสัมพันธ์กับการกระทำความผิดทางเพศค่าไอคิวที่วัดได้นี้ ธนพงษ์ และบุศราลักษณ์ บอกว่า เมื่อเทียบกับไอคิวของคนปกติทั่วไป จะอยู่ที่ 90-110 นั่นหมายความว่า ผู้ต้องขังในคดีทางเพศเหล่านี้ แม้ไม่จัดว่าเป็นคนปัญญาอ่อน แต่ก็อยู่ในกลุ่มรั้งท้าย ของผู้ที่มีไอคิวปกติ ซึ่งอาจมีความบกพร่อง หรือไม่สามารถพอที่จะทำให้ผู้หญิงที่ตัวเองสนใจมามีสัมพันธ์ด้วยนอกจากนี้ ในแง่บุคลิกภาพ พบว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ถูกกระตุ้นได้ง่าย ขาดความยับยั้งชั่งใจ หรือ ไม่สามารถควบคุมแรงกระตุ้น จากภายในได้ซึ่งธนพงษ์เปรียบเปรยและอธิบายให้เห็นภาพว่า ความต้องการทางเพศเป็นสิ่งที่อยู่ใน “จิตไร้สำนึก” (เกิดจากการเรียนรู้และสะสมไว้ในส่วนลึกของจิตใจของคนเรา) ซึ่งเมื่อเทียบกับภูเขาน้ำแข็ง เปรียบเหมือนกับ 8 ใน 10 ส่วนที่จมลึกอยู่ใต้น้ำ มองไม่เห็น ต่างกับ “จิตสำนึก” (ที่คนเรารู้สึกตัว) ซึ่งเปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็งแค่ 2 ใน 10 ส่วน ที่คนทั่วไปมองเห็น“แรงกระตุ้นทั้งหลายเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติของคนเรา เวลาที่ถูกอะไรมากระตุ้นเร้า จะคล้ายกับมีกระแสไฟฟ้าสปาร์กให้พลุ่งพล่านขึ้นมา ซึ่งในคนปกติจะมีทั้งเบรก และคันเร่ง คือถึงเห็นแล้วอยาก แต่รู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ จึงยับยั้งชั่งใจเอาไว้ได้ แต่ของผู้ต้องขังเหล่านี้ เหมือนมีแต่คันเร่งอย่างเดียว เบรกชำรุด”ขณะที่บุศราลักษณ์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ฝึกอบรมพฤติกรรมบำบัดให้แก่ผู้ต้องขัง บอกว่า ทุกวันนี้ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา กฎหมายไม่ได้ระบุเพศของผู้ถูกข่มขืนไว้ ดังนั้น ไม่ว่าชายข่มขืนชาย ชายข่มขืนหญิง หญิงข่มขืนชาย หญิงข่มขืนหญิง หรือแม้แต่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ถ้าภรรยาไม่ยินยอม สามีก็ข่มขืนภรรยาไม่ได้“เพราะกฎหมายอาญา มาตรา 276 บอกว่า ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000-400,000 บาทการกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใด กระทำกับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่นด้วย”บุศราลักษณ์บอกว่า ดังนั้นใน 100 ชั่วโมง จึงต้องมีการอบรมให้ผู้ต้องขังมีความรู้ทั้งด้านกฎหมาย ศีลธรรม จิตวิทยา และวินัยเธอยกตัวอย่าง ในอดีตการที่ผู้กระทำผิดทางเพศ ใช้นิ้ว หรือ ปากกา แหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของฝ่ายหญิง ตามกฎหมายอาญาเดิม อาจถือเป็นแค่ การกระทำอนาจาร แต่กฎหมายปัจจุบันเขียนไว้ชัดในมาตรา 276 วรรคสอง ถือว่าเข้าข่าย กระทำชำเรา แล้ว อย่างนี้เป็นต้นเธอว่า ส่วนการทดสอบทางจิตวิทยา ก็มีการประเมินหลายอย่าง เช่น ใช้ภาพหยดหมึก แล้วให้ผู้ต้องขังบอกว่า มองเห็นเป็นรูปอะไร ซึ่งสามารถนำไปแปลผลได้ถึงปม หรือภูมิหลังที่อยู่ในใจส่วนลึกของผู้รับการทดสอบ เช่น คนทั่วไปอาจเห็นเป็นค้างคาว หรือเสือกำลังเดิน แต่บางคนกลับเห็นเป็นปีศาจ หรือพลุระเบิด เป็นต้น แม้แต่ขณะที่ฝึกอบรม ผู้ต้องขังบางรายมีความตึงเครียด คิ้วขมวด ต้นคอเกร็ง ให้กำมือแล้วสั่น สิ่งเหล่านี้มันหลอกกันไม่ได้ แต่จะบอกได้ว่า คนเหล่านั้นผ่านบททดสอบสามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้แล้วหรือยัง เป็นต้นธนพงษ์เสริมว่า ผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นคนไข้จิตเวช หรือที่คนทั่วไปมองว่าเป็นพวกโรคจิตแต่พวกเขาเป็น ผู้ที่มีการรับรู้ความจริงบกพร่อง ไวไฟ และ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งสามารถนำตัวมาบำบัดฟื้นฟูด้วยการฝึกให้รู้จักใช้เทคนิคควบคุมตัวเอง ควบคุมกล้ามเนื้อ และควบคุมการหายใจให้ผ่อน หรือช้าลงได้“ผู้ต้องขังรายหนึ่ง ตอนทำผิดอายุ 60 กว่าปี มีเด็กผู้หญิงอายุ 12-13 ปี อยากได้เงินจากแก เข้ามาพัวพันด้วยในลักษณะยั่วยวนทีเล่นทีจริง ผู้ต้องขังรายนี้เล่าว่า แกไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิด จึงแค่ลูบๆคลำๆ แล้วใช้ปากกาเขี่ยไปที่อวัยวะเพศของเด็กหญิงคนนั้น สุดท้ายลุงวัย 60 ต้องติดคุกเพราะคดีนี้เกือบ 10 ปี”ทั้งธนพงษ์ และบุศราลักษณ์ บอกว่า เขาทั้งคู่เข้าไปทำโปรแกรมนี้ ตามที่ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เปิดช่องให้สามารถนำวิธีการต่างๆ เข้าไปช่วยดูแลสังคม หรือทำให้ผู้คนในสังคมมีความมั่นใจขึ้นว่า ผู้ต้องขัง ที่ผ่านการประเมิน และพ้นโทษออกไปแล้ว จะไม่ออกไปกระทำผิดข้อหาทางเพศซ้ำอีก ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากลที่ใช้ในวงการจิตเวชทั่วโลกทั้งคู่จึงมั่นใจว่า สิ่งที่พวกเขาทำ นอกจากเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ยังช่วยประกันความปลอดภัยให้แก่สังคมระดับหนึ่ง.