สถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องผจญอิทธิพลพายุ 2 ลูกซ้อนๆตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยพายุโซนร้อน “บารีจัต” และพายุไต้ฝุ่น “มังคุด” ระหว่างวันที่ 13–18 กันยายน ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกภูมิภาค โดยผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่มย่างเข้าปลายฤดู แนวโน้มฟ้าฝนยังส่อชุกกว่าทุกปีในโหมดสถานการณ์ที่เริ่มเข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง ตามจังหวะ “เคาต์ดาวน์” นับถอยหลังนับจากวันที่ 12 กันยายน 2561 ที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)โดยในส่วนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.มีผลบังคับใช้ทันที โดยให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งให้แล้วเสร็จก่อนวันที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรก ไม่น้อยกว่า 15 วันขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ได้กำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และดำเนินกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ มีผลบังคับใช้หน่วงเวลาออกไปเพื่อให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมีเวลาเตรียมตัว ศึกษากติกาเลือกตั้งแบบใหม่นั่นเท่ากับว่า ระยะเวลาในการเตรียมการจัดการเลือกตั้ง จะมีผลเริ่มนับได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2561 และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างเร็วสุดในวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ และอย่างช้าที่สุดไม่เกินวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 ตามกรอบ 150 วันมันก็เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตั้งเป็นตุ๊กตาไว้แต่ที่ชัดเจนเลยก็คือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยืนยันชัดถ้อยชัดคำ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 อย่างแน่นอนเป็นอันว่า โปรแกรมเลือกตั้งเป็นตามล็อกโรดแม็ปและนั่นก็เด้งรับทันที ตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 กันยายนดีดขึ้นไปปิดที่ 1,717.96 จุด เพิ่มขึ้น 38.57 หรือพุ่งขึ้น 2.30 เปอร์เซ็นต์ รับข่าวการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้านักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบันเชื่อมั่นการเมืองโดยสถานการณ์ต่อเนื่อง อันดับแรกเลย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ทำการ “คลายล็อก” คำสั่งหัวหน้า คสช.ให้พรรคการเมืองขยับทำกิจกรรมได้บางส่วนตามจังหวะการขยับของป้อมค่ายการเมืองที่ชิงออกตัวก่อนแล้วแนวโน้มที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือการแสดงความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวิถีเส้นทางไปต่อบนถนนการเมืองในการต่อตั๋วตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งค่อนข้างชัวร์แล้วว่าจะใช้ฐานพรรคพลังประชารัฐรอแค่จังหวะเปิดตัวอย่างเป็นทางการของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ว่าที่หัวหน้าและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และยังรวมถึงกลุ่มสามมิตรที่นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาตามสถานะของป้อมค่ายใหม่ที่แทรกขึ้นมาในเกมชิงขั้วอำนาจขณะที่แชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจังหวะรอลุ้น “นอมินีรุ่น 3” ตามสถานการณ์ที่ “นายใหญ่ตระกูลชิน”อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังดึงเกมเลี้ยงเรตติ้งเป็นระยะปล่อยคิว “ลูกเขย” มาหยั่งกระแส กระตุ้นกองเชียร์แต่เรื่องของเรื่องโดยเหลี่ยมที่จับทางได้ คิวของ “น้องปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังหงายไพ่กันนาทีสุดท้าย ใช้เวลาแค่ 49 วัน โกยแต้มเลือกตั้ง ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีงานนี้ “ทีเด็ด” ตัวจริง ในวงเล็บ (ถ้ามี) คงไม่รีบเปิดมาล่อบาทาแน่และมันจะเป็นคำตอบทางยุทธศาสตร์ของ “นายใหญ่” ศึกเลือกตั้งรอบนี้จะสู้แค่ไหนแต่ที่ใส่กันตั้งแต่ยกแรกเลยก็คือคิวของรองแชมป์อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังเปิดเกมโค่นกระดาน “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคจากบท “เด็กดื้อ” ที่ทำให้สถานะ “ตัวแปร” กลายเป็น “ตัวปัญหา”กับลีลายึกยัก ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อ โดยไม่ได้เสียงข้างมากจาก ส.ส.ในสภา พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สนับสนุนทำให้ดุลอำนาจของฝ่ายดัน “ลุงตู่” ไปต่อ สะดุด สมการตัวเลขแกว่งนั่นจึงเป็นที่มาของแรงกระแทกทั้งจากภายในและภายนอก เป้าหมายต้องโละ “อภิสิทธิ์” ออกจากหัวขบวนประชาธิปัตย์ เพื่อดีลอำนาจสำคัญเดิมพันไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ แต่มันอาจหมายถึงประเทศไทยทั้งหมดทั้งปวง โดยเงื่อนไขสถานการณ์ทั้งคิวของพรรคประชาธิปัตย์ ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย แม้แต่การก่อกำเนิดพรรคพลังประชารัฐ มันก็วนอยู่ในระบบนิเวศการเมืองไทยฉากอำนาจ ภาคต่อของการปฏิวัติในบรรยากาศที่นักการเมืองถูกกดอยู่ภายใต้ท็อปบูตมานาน ถึงเวลาทวงคืนอำนาจในสนามเลือกตั้งโดยเกมการต่อสู้มันก็หนีไม่พ้นฉากฝ่ายประชาธิปไตยสู้กับฝั่งทหารแน่นอน มันหมูมากสำหรับนักเลือกตั้งอาชีพ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ทุกพรรค ทุกยี่ห้อ ที่จะปลุกเร้าให้ประชาชนเลือกระหว่างเผด็จการกับเสรีประชาธิปไตยสังเกตได้จากทุกพรรคแสดงอาการรังเกียจทหาร ไม่เอี่ยวกับท็อปบูตตรงกันข้าม ตามสถานการณ์ยากๆของรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจบริหารมา 4-5 ปี สวนกระแสโลกเสรีประชาธิปไตยต้องสู้กับอารมณ์ที่ฝังลึกอยู่ในมโนผู้คนในสังคม ทหารเก่งแต่รบ ไม่เชี่ยวเชิงบริหาร ไหนจะภาพมอมแมมๆปม “เพื่อน พ้อง น้อง พี่” ที่ทำให้เห็นพฤติกรรมไม่แตกต่างจากที่ตำหนินักการเมืองทหารขาลง เข้าทางนักการเมืองที่โหนอารมณ์สังคมโหยหาเลือกตั้งบทสรุปมันก็อย่างที่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้นำทหารตีตั๋วต่อในสนามการเมืองแต่เรื่องของเรื่อง การเมืองแบบไทยๆที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลก ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ประชาชนแตกออกเป็น 2–3 ขั้ว ความเห็นต่างกันไปคนละทางอย่างที่เห็นๆทหารไม่ได้เป็นผู้ร้าย แย่งอำนาจจากประชาชนเหมือนอดีตต้นเหตุจากพฤติกรรมน้ำเน่าของนักการเมือง แก่งแย่งอำนาจ ยื้อผลประโยชน์แบบที่ไม่มีใครยอมใครฟากหนึ่ง ก็มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ใช้ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งเข้ามากินรวบประเทศไทย เอื้อประโยชน์พวกพ้อง พอศาลตัดสินทุจริตก็ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม อ้างวาทกรรมสองมาตรฐานตั้งท่าจะนิรโทษกรรม “นายใหญ่” กลับบ้านแบบเท่ๆจนกระทั่งถึงวันนี้ 2 พี่น้องอดีตผู้นำต้องหนีคดีทุจริตออกนอกประเทศ แต่ยังสามารถบัญชาการเกมพรรคการเมืองที่ครองกระแสนิยมชาวบ้านรากหญ้า รอจังหวะทวงอำนาจคืนอีกฟาก อีกพรรคก็ผูกปีแพ้เลือกตั้ง อ้างซื้อเสียงสู้ไม่ได้ แพ้ซ้ำซากเกมในสภา ก็ลากเกมออกไปสู้กันบนถนน ปลุกมวลชน จุดชนวนม็อบป่วนเมือง โค่นกระดานอำนาจทหารจำเป็นต้องเข้ามายุติเหตุนองเลือด ห้ามคนไทยฆ่ากันและโดยพฤติการณ์ที่สวนทางกับคำว่า “เผด็จการ” รัฐบาลทหาร คสช.คุมการบริหารราชการแผ่นดินมา 4–5 ปี ภายใต้จุดเด่นด้านความมั่นคง ทำให้บ้านเมืองสงบ ปราศจากม็อบป่วนเมืองรื้อปมปัญหาฝังรากลึก ขบวนการสีเทา สิ่งผิดกฎหมาย เปลี่ยนแปลงแบบเห็นเนื้อเห็นหนังแบบที่ พล.อ.ประวิตร คุมทีมทหาร ตำรวจ ลุยล้างนายทุนเงินกู้นอกระบบ จัดการมาเฟียวินรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยยึดทางเท้า ฯลฯด้านเศรษฐกิจที่ถูกมองเป็นจุดอ่อนตามฟอร์มรัฐบาลทหาร แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจดึงตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นรองนายกฯ คุมงานด้านเศรษฐกิจ จนสามารถฉุดลากเศรษฐกิจที่ติดลบจากวิกฤติการเมือง จนจีดีพีพุ่งไปถึงร้อยละ 4.8 การันตีด้วยนักวิเคราะห์ต่างชาติที่มองเข้ามาประเทศไทยฐานแข็งแกร่ง ไม่สั่นสะเทือนตามภาวะผันผวนการเงินโลกหุ้นเด้งรับเลือกตั้งทันที สะท้อนนักลงทุนมั่นใจสถานะทางเศรษฐกิจไทยเหนือสิ่งอื่นใด ภายใต้รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” ที่เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจแบบเต็มกำลัง “สมคิด” กดปุ่มเดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์สารพัดสายผู้รับเหมายืนยันเสียงเดียวกัน ไม่มี “หัวคิว” จ่ายเจ๊ แบบที่เคยชักกันถึงร้อยละ 20–30องค์กรคอร์รัปชันประเทศไทยให้คะแนนโปร่งใส “นายกฯลุงตู่” เต็มร้อยทั้งหมดทั้งปวง โดยเงื่อนไขสถานการณ์ซับซ้อน อารมณ์การเมืองแบบไทยๆ ในบรรยากาศอั้นๆ ผู้คนในสังคมโหยหาการเลือกตั้งที่เว้นวรรคเข้าคูหากาบัตรมาหลายปีคนไทย 2 ขั้ว จะทำการชี้ขาดประชาธิปไตยแบบไทยๆและแน่นอน การเลือกตั้งเมืองไทยจะเป็นกรณีศึกษาของโลก.“ทีมการเมือง”