การปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อกทางการเมือง ยังเป็นประเด็นที่โต้เถียงกันอย่างไม่รู้จบ ฝ่ายพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ปลดล็อกอย่างเต็มตัว เพื่อให้พรรคสามารถพบปะประชาชน เพื่อรับฟังความคิดเห็นและจัดทำนโยบายการบริหารประเทศ ตามที่ คสช. เคยสัญญาจะปลดล็อกในเดือนกันยายน ไม่ใช่แค่คลายล็อกแต่ยังห้ามเคลื่อนไหวแต่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งสวนใหญ่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง จึงยากที่จะเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะต้องเตรียมการอะไรบ้าง จึงยืนกรานว่าเวลาหาเสียง 60-70 วัน ก็เหลือเฟือ เพราะในกรณีที่มีการยุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งใหม่ จะให้เวลาหาเสียงแค่ 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน หรือกรณีที่สภาผู้แทนครบวาระ รัฐธรรมนูญก็ให้เลือกตั้งภายใน 45 วันแบบนี้ต้องถือว่าเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กรณีสภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบวาระ 4 ปี หรือกรณียุบสภาก่อนครบวาระ เป็นกรณีที่การเมืองอยู่ในภาวะปกติ มีการเคลื่อนไหวและการสื่อสารทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้เป็นภาวะที่ไม่ปกติ ประเทศไทยว่างเว้นการเมืองกว่า 4 ปี การสื่อสารหรือเคลื่อนไหวการเมืองหยุดชะงักว่างเว้นการเลือกตั้งกว่า 7 ปีประเทศจึงเพิ่งจะเริ่มต้นการเมืองใหม่ และพรรคการเมืองก็ไม่ได้ขออะไรมาก ขอเพียงให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกาศใช้มาปีเศษแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้บังคับเต็มรูป เนื่องจากติดขัดคำสั่ง คสช.ที่ห้ามการชุมนุมเกิน 5 คน และห้ามทำกิจกรรมการเมือง พรรคประชา-ธิปัตย์อยากทำไพรมารี เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคแต่อาจทำไม่ได้ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองจะมองในมุมที่ต่างกัน รัฐบาลเน้นเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง หลังประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ซึ่งมีกฎกติกาที่เข้มงวด ห้ามแจกเงินหรือสัญญาว่าจะแจกเงิน หรือห้ามจูงใจผู้เลือกตั้งด้วยการหลอกลวง การข่มขู่หรือคุกคามด้วยอิทธิพล หรือการใส่ร้ายคู่แข่งด้วยความเท็จ แต่พรรคการเมืองมองการเตรียมความพร้อมขอให้ดูตัวอย่างประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนา เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีการหาเสียงและเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดเวลา ไม่ใช่แค่หาเสียงเลือกตั้ง แต่มีการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านทางสื่อและเวทีต่างๆ เช่น การชุมนุมประกาศนโยบาย ประชาชนจึงตื่นตัวทางการเมืองตลอดเวลา ไม่ตื่นแค่เวลากาบัตรเลือกตั้งเพียงไม่กี่นาทีกิจกรรมแบบนี้ประเทศไทยก็ทำกันอยู่ แม้ในยามที่ห้ามหาเสียง แต่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มก็ยังเดินสายพบปะประชาชนและนักการเมืองในต่างจังหวัด ในลักษณะ “ปรับทุกข์ผูกมิตร” บางพรรคทำพิธีเปิดโรงเรียนการเมือง ขณะที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีรายการสื่อสารกับประชาชนทางทีวีทุกวัน และยังจัด ครม.สัญจรเพื่อพบปะรับฟังปัญหาประชาชน แต่ทำไมห้ามพรรคการเมือง.