ขี้ เยี่ยว เป็นคำไทย ใช้กันมาแต่โบราณ มาถึงสมัยหนึ่งท่านเห็นว่า “หยาบ” จึงมีการบัญญัติคำใหม่ ใช้อุจจาระ ปัสสาวะ ในบางบริบท ก็ยังฟังสกปรก นักเลงภาษารุ่นเก่า อาจารย์ ส.พลายน้อย ท่านเลี่ยงไปใช้คำวัด ฟังแล้วสุภาพกว่า ว่าคูถ และมูตรในเรื่อง “คูถกถา” เกร็ดโบราณคดี ประวัติศาสตร์ไทย (สำนักพิมพ์รวมสาส์น พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2539) ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เรื่องขี้ๆเยี่ยวๆ อาจารย์ท่านค้นเรื่องลึกๆมาเขียนได้สารพัดในสมัยพุทธกาล พระรูปหนึ่งถูกงูพิษกัด ไม่มียาอะไรจะแก้ไขได้ทัน พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตยาสี่สิ่งให้ฉัน คือ มูตร 1 คูถ 1 ขี้เถ้า 1 และดินอีก 1 ผสมเป็นยาให้พระฉันผลก็เป็นอัศจรรย์ แก้พิษงูทัน พระรอดตายระหว่างการชุลมุนผสมยา เกิดปัญหาทางวินัย พระจะฉันยาได้ต้องรับประเคน จึงมีพุทธานุญาตเป็นกรณีพิเศษ พระฉันยาขนานนี้ได้ โดยไม่ต้องรับประเคนอาจารย์ ส.พลายน้อยว่า เหตุที่ยาขนานนี้ได้ผลดี เพราะส่วนผสมคือคูถ พระฉันเข้าไปก็เพื่อให้รากออกมา เป็นทั้งการล้างท้อง เป็นทั้งการถอนพิษอย่างวิเศษตำรับยาแก้พิษงูนี้ พระในพุทธศาสนาสืบทอดการใช้เรื่อยๆมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงพระนิพนธ์เป็นโคลงยาพระอนุญาตไว้ เดิมมา มูตรคูถเท่าดินนา สี่แก้ พิษมหิราชกุลา ขบกัด เผาบดทากินแล้ รอดแท้พลันหายยังมียาอีกขนาน พระภิกษุที่เป็นกษัยโรคผอมเหลือง อนุญาตให้ฉันสมอดองด้วยน้ำมูตรเน่า หายจากโรคมาแล้วนักต่อนักแต่เรื่องของคูถ ในเมืองมนุษย์ไม่น่าขนลุกขนพอง เท่ากับคูถในเมืองนรกคัมภีร์พุทธศาสนาเขียนว่า คนที่จับสัตว์เป็นๆมาทิ้งไว้ในเปือกตม เพื่อทรมานให้สัตว์นั้นจมตายไป อย่างเช่นการจับปูแสมมาดองน้ำเกลือในไหหรือคนที่กีดกันลาภสักการะของพระ หรือเบี่ยงเบนลาภของพระไปเพื่อตัวเองคนที่ทำกรรมอย่างนี้ ท่านว่า เมื่อตายไปแล้ว จะตกนรกคูถโบราณาจารย์ พรรณนานรกคูถไว้ว่า มีกลิ่นเหม็นร้ายยิ่งนัก เต็มไปด้วยหนอนใหญ่เท่าลำตาลบ้าง เท่าเรือโกลนบ้าง ปากแหลมดังเข็มอันคมขณะเมื่อนายนิรยบาลจับสัตว์นรกผูกมือผูกเท้า ขว้างลงไปในคูถนรกนั้นหมู่หนอนทั้งหลายก็เข้ากลุ้มรุมเจาะหนังไชชอนเข้าไปกินตับไตไส้พุง จนสัตว์นรกนั้นตายแต่ก็ใช่จะหมดเวรแต่เพียงนั้น เพราะสัตว์นรกนั้นจะกลับเป็นขึ้นอีก มีเนื้อหนังบริบูรณ์ดังเก่า เพื่อให้หนอนทั้งหลายกัดกินต่อไป หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ จนกว่าจะหมดเวรบ้านเมืองเราตอนนี้ มีการจับพระสึกเอาเข้าคุกไปแล้วหลายรูป บางรูปก็ยังยืนยันว่าไม่ผิด ไม่ยอมเอ่ยปากสึก ถ้าศาลตัดสินแล้วว่าไม่ผิด พระพวกนี้ก็คงห่มผ้าเหลืองได้อีกถ้าเป็นเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ที่จับพระสึก ตามคติพุทธศาสนา ถ้าตายก็ต้องไปตกนรกคูถสถานเดียวอ่านคูถกถา ของอาจารย์ ส.พลายน้อย ถึงตอนนี้ก็จะเห็นเรื่อง คูถ เรื่องมูตร หรือเรื่องขี้เรื่องเยี่ยว ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องที่เราพูดเคยปากว่า “เรื่องขี้ๆ” แต่เป็นเรื่องใหญ่พอๆกับเรื่องการเลือกตั้ง ที่นักการเมืองร่ำร้องเรียกหาเดาล่วงหน้าก็ได้ว่า เลือกตั้งกันแล้ว เสียงทะเลาะวิวาทบาดหมาง ระหว่างสองก๊ก หนึ่งกั๊ก ก็จะยิ่งหนาหูการเมืองไทย ก็ย้อนกลับไปสู่วัฏจักรเก่า...ทหารจะออกมาร้องเพลง “ขอเวลา” คราวนี้ จะขอ จะต่อเวลา อีกยาวซักเท่าไหร่... จนบางคนอาจต้องร้อง รู้ยังงี้ ไปตกนรกขี้เสียยังจะดีกว่า.กิเลน ประลองเชิง