“เกษตรกรต้นแบบข้าวอินทรีย์” ของ หนู สีสาสีมา อายุ 56 ปี ตำบลดอนจิก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวอย่าง องค์ความรู้ของเกษตรกรต้นแบบศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ที่น่าสนใจทำการเกษตรแบบมองตลาด...สอดรับกับความต้องการ “ผู้บริโภค” ยุคนี้ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นด้วยในอดีตที่ผ่านมา...ทำนาดำใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมือง ซึ่งได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ในพื้นที่ 10 ไร่ เฉลี่ยผลผลิต 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ ต่อมาได้รับ คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เข้ารับการฝึกอบรมพร้อมทั้งไปศึกษาดูงานจากเกษตรกรทำนาที่ประสบผลสำเร็จในหลายจังหวัด จึงมีแนวคิดในการปรับปรุงการปลูกข้าวเดินหน้าทำนา...“ข้าวอินทรีย์” พร้อมทั้งปลูกข้าว...“พันธุ์ไรซ์เบอร์รี” เพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การเตรียมดินโดยใช้เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสดการหมักฟางข้าว...กำจัดวัชพืชในแปลงนาโดยใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายวัชพืชให้เน่าเปื่อย การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว และการดูแลรักษาต้นข้าวด้วย ...จุลินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพสิ่งที่ภาคภูมิใจนอกจากจะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรทำนาข้างเคียงได้นำไปปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จแล้ว ผลผลิตข้าวที่ได้ต่อไร่หรือต่อหน่วยพื้นที่ยังเพิ่มขึ้นไร่ละ 800–1,000 กิโลกรัมนอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ แปรรูปผลผลิตข้าวหอมมะลิเป็นข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวกล้องหอมนิล ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รีแบบผงชงดื่มเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตแบบครบวงจร เน้น...กลุ่มคนรักสุขภาพ สร้างรายได้แก่ชุมชน จนกระทั่งได้รับรางวัล อบต.ดีเด่นด้านสตรีและครอบครัว ปี 2556,2557...รวมถึงรางวัลผู้นำดีเด่นด้านการพัฒนาเยาวชน รางวัลผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตอกย้ำบทสรุปองค์ความรู้ที่ใช้ เริ่มจาก...“การผลิต” การประยุกต์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตข้าว ทั้งการลดต้นทุนการผลิต โดยใช้พืชสมุนไพรป้องกัน และกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยน้ำหมักสูตรต่างๆ การแก้ปัญหาดินเค็ม โดยใช้พันธุ์ข้าวที่ทนเค็ม ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกหอมมะลิ 105 จำหน่ายเป็นข้าวเปลือกในตลาดเอกชน หอมนิลดำ หอมนิลแดง และพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รีมาปลูกขยายพันธุ์ โดยปลูกในระบบข้าวอินทรีย์ผลิต...เพาะเชื้อ...ขยายเชื้อจุลินทรีย์ไว้ใช้เอง เพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ สร้างสมดุล ในระบบนิเวศ การใช้ให้เกิดประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้ เช่น ใช้รำข้าว ปลายข้าวเลี้ยงสัตว์ แกลบทำปุ๋ย ฟางเลี้ยงโคและไว้บริการเกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ประโยชน์ถัดมา...“การตลาด” ทำการตลาดโดยการเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยการแปรรูปผลผลิตข้าวหอมมะลิเป็นข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวกล้องหอมนิล ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รีแบบผงชงดื่มเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตครบวงจรในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโดยกลุ่มวิสาหกิจ เป็นข้าวกล้องบรรจุถุงสุญญากาศบรรจุ 1 กิโลกรัม ราคา 60-80 บาทหากมองถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญคือ การสนใจ ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้จากประสบการณ์ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่สนใจ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการผลิตตลอดเวลานับรวมไปถึงการใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา พัฒนาการทำการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ...การวางแผนการผลิต การตลาด โดยใช้ “ตลาดนำการผลิต” สามารถสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” จากสินค้าเกษตร โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศในแปลงนาปัจจุบันแปลงของนายหนูเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยมีเกษตรกรทั้งในพื้นที่และในชุมชนใกล้เคียงเข้าศึกษาดูงานนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติอย่างกว้างขวางนี่คือมุมเล็กๆมุมหนึ่งที่ฉายภาพสะท้อนให้เห็นถึงผลจาก 15 นโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ต่อ เติม แต่ง ต่อ” ที่เป็นความหวังพลิกโฉมภาคการเกษตรไทยให้เข้มแข็ง ยั่งยืนโดยในส่วนของศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตที่เราเรียกว่า “ศพก.” เปรียบเสมือนศูนย์องค์ความรู้ต่างๆ เป็นแหล่งความรู้ที่จะมาเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่จะดูได้ว่าจะเกิดผลมากน้อยอย่างไรก็ต้องมาดูที่ “แปลงใหญ่” สำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร คนที่ 2 บอกว่า กระบวนการกลยุทธ์ที่วางไว้ ในแต่ละปี ศพก.แต่ละแห่งต้องวางกลยุทธ์สร้างกลุ่มบ่มเพาะก่อนที่จะมารวมกันเป็น “แปลงใหญ่” ซึ่งจะมีการจดรับรองอย่างน้อยใน 1 ปี ที่จะต้องไปส่งเสริม ทำความเข้าใจกับโรงเรียนเกษตรกรให้ร่วมกันเรียนรู้แล้วพอปีต่อไป...รอบเพาะปลูกต่อไปก็เริ่มจะเห็นแล้วว่า การมารวมกลุ่มกันเข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น มีการรับรองแปลงเกิดขึ้นเป็นแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการทำงานในพื้นที่ให้เรารู้ว่าเป้าหมายหลักของแปลงใหญ่เป็นแบบนี้ เกษตรกรต้องการเองก็มารับรองแปลง เราไปส่งเสริม แต่ทั้งนี้ต้องมีหลักการเดียว ไม่ได้บังคับ ต้องสมัครใจเข้ามาร่วมกัน ...ต้องมีส่วนร่วม เพราะนี่คือ “ชีวิต” ของเขา“เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ ต้องสนใจเพื่อนเกษตรกรรอบข้างมากขึ้น เห็นเพื่อนทำดีทำได้ ต้องเก็บเกี่ยวความรู้ อยู่คนเดียวเดี่ยวๆเหมือนอย่างที่เคยเป็นก็ได้อยู่ แต่อยู่แบบลำบาก”ถามว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แปลงปี 2559 แปลงปี 2560 แปลงปี 2561 ถึงวันนี้แปลงปี 59 ปีนี้เป็นปีที่สามแล้ว ปีหน้ากระทรวงฯ ก็จะพยายามถอยออกมานิดนึงเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรบริหารจัดการเองมากขึ้น ในส่วนความสำเร็จแทบจะยืนยันได้ว่าทุกแปลงใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้“แต่ว่าจริงๆแล้วไปดูแนวทางในการขับเคลื่อนแปลงที่สามปี... สองปี...หนึ่งปี ก็มีแนวทางในการขับเคลื่อนที่ต่างกัน เพราะว่าเน้นหนักไปคนละจุด ถ้าแปลงปีแรกเน้นในเรื่องการร่วมกันคิด ร่วมกระบวนการปลูก แปลงปีที่สองจะเน้นเรื่องการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ประสิทธิภาพการผลิต พอแปลงปีที่สามต้องเน้นในเรื่องการตลาดที่จะเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ใหม่ๆ สามารถช่วยให้มีประสิทธิภาพในการผลิตดีขึ้นเข้ามาใช้” ผลผลิตแปลงใหญ่ 11 กลุ่ม สินค้า 74 ชนิดสินค้า โดยมีนาเกลือเพิ่มเข้ามาใหม่ๆหมาดๆ ทั้งพืช สัตว์ ประมง แมลงเศรษฐกิจ ทุกสินค้า เกษตรถ้าสามารถพัฒนาประสิทธิภาพ รวมกลุ่มการผลิตโดยมีเป้าหมายอย่างนี้เป็น “แปลงใหญ่” ได้หากทำอย่างนี้เรื่อยๆอนาคตในภาพรวม จะพลิกโฉมเกษตรกรไทยมากน้อยแค่ไหน?ภาคการเกษตรที่เราบอกว่าจะเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 มากขึ้น ตอนนี้ถามว่าในเรื่องการเกษตรสิ่งหนึ่งที่เราบอกแล้วว่าถ้าไม่เป็นแปลงใหญ่ ผลิตแบบเดี่ยวๆมันยาก เพราะเทคโนโลยีที่ลงไปลงแบบเดี่ยวๆบางอย่างเกษตรกรรับไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นถ้าต้องการพัฒนานวัตกรรมที่จะเอาไปใช้ก็ต้องร่วมกันสำราญ ย้ำว่า ตามยุทธศาสตร์กระทรวงฯ 20 ปี พื้นที่การเกษตรที่มีราวๆ 150 ล้านไร่ วางเป้าไว้ว่าอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์จะร่วมกันผลิตเป็นแปลงใหญ่ สื่อที่ต้องเน้นสำคัญคือเรื่องคุณภาพ การทำแปลงใหญ่มาตั้งแต่แรกเริ่มต้องพัฒนาในเชิงคุณภาพ อย่าเน้นปริมาณเพราะกลุ่มเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้มารวมกลุ่มกันแล้วบริหารจัดการ แล้วทุกคนก็พัฒนาไปในทิศทางตามกติกาข้อตกลงของกลุ่มก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย“เราเก่งกีฬาเดี่ยวมานานมากแล้ว พอมาเล่นเป็นทีมเราแย่เลย เราต้องเดินหน้ากันไปหลายๆทาง ถ้าไม่ทำก็จะไปไม่รอด...ถ้าไม่ปรับตั้งแต่วันนี้ อนาคตจะแย่ ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้ายังผลิตแบบเดิมๆ ต่างคนต่างผลิตไม่มองตลาด ความต้องการอย่างไร ปริมาณเป็นยังไง ไม่เอาตลาดนำก็ยาก”พลิกโฉมการเกษตร “ปฏิรูปเกษตรกรไทย” ...วันนี้ “เกษตรกร” ต้องตื่นได้แล้ว ปรับแนวคิดตัวเองก่อน แล้วมองหาเครื่องมือ วิธีการมาใช้พัฒนาการทำเกษตรแบบเดิมๆแล้วความเข้มแข็งจะเกิดขึ้น.