ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยการดูดอดีต ส.ส.จากพรรคต่างๆ ให้เข้าพรรคที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. เป็นข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่บรรดาพรรคที่ถูกพาดพิงว่าถูกดูดต่างยืนยันว่าไม่กระทบกระเทือน จึงเป็นเพียงข่าวการเมืองธรรมดา แต่ถึงวันนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะยกระดับเป็นพลังดูดอำมหิต อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยภาคอีสานถูกดูดไปเกือบครึ่งภาคอีสานเป็นฐานเสียงใหญ่ที่สุดของพรรคเพื่อไทย ถ้าอดีต ส.ส.ถูกดูดไปถึง 40% จริง ต้องกระทบกระเทือนถึงระดับระสํ่า นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย บอกว่าเอาไม่อยู่แล้ว ถึงขั้นวิกฤติแล้ว ล่าสุด อดีต ส.ส. จังหวัดเลยโดนดูดยกจังหวัดทั้ง 3 คน เชื่อว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่ยังจะลามไปหลายจังหวัดรายงานข่าวระบุว่า มีกลุ่มนักการเมืองเดินสายเพื่อดูดอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน มีทั้งสัญญาว่าจะให้เงินมากถึง 10-15 เท่า ทั้งขู่ว่าถ้าไม่ยอมให้ดูดก็ตัวใครตัวมัน ทั้งสัญญาว่าจะให้เงินเดือนและช่วยเหลือด้านคดีความ รอบแรกดูดอดีต ส.ส.แถวสอง หรือเกรดบี แต่รอบต่อมาเริ่มดูดอดีต ส.ส.แถวหนึ่ง หรือระดับเอหวังว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ข่าวจริง แต่เป็นเพียง “ข่าวปลอม” หรือ “ข่าวปล่อย” เพราะถ้าเป็นความจริง แสดงว่าการเมืองไทยยังจมปลักอยู่ในน้ำเน่า สวนทางกับคำสัญญาจะปฏิรูปการเมือง และเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างโจ๋งครึ่ม กฎหมายแรกได้แก่กฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งเพิ่งจะผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 30 ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้บุคคลสมัครเข้าเป็นสมาชิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี มีโทษปรับให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง และนำไปสู่การยุบพรรค นับเป็นความผิดทางการเมืองที่รุนแรง และสวนทางกับการปฏิรูปการเมืองส่วนคำสัญญาที่จะช่วยเหลือเรื่องคดีความ ถ้าหมายถึงว่าจะช่วยให้อดีต ส.ส. ที่ถูกดูด รอดพ้นจากคดี หากช่วยเหลือตามที่สัญญาจะต้องเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือแม้แต่ศาล หรือองค์กรอิสระ เป็นการกระทำผิดร้ายแรงทางการเมือง ช่วยคนผิดให้เป็นถูก ทำลายระบบนิติรัฐไม่ทราบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสนใจเรื่องนี้หรือไม่ ปีนี้ กกต.ของบจัดการเลือกตั้งถึง 5 พันล้านบาท มากกว่าครั้งก่อนๆที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่าจะเอาไปจ้างคนไปตรวจสอบการทำผิดกฎหมายทางลับ น่าจะเริ่มด้วยการติดตามพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่มีข่าวว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง ที่ กกต.เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง.