ในที่สุด คณะกรรมการ ก.ล.ต. มี คุณประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวง การคลัง ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ร่วมเป็นกรรมการด้วย ก็มีมติเห็นชอบ แนวทางการกำกับดูแลการระดมทุนด้วยวิธีการเสนอขายสินทรัพย์หรือเหรียญดิจิทัล (ICO) และ การประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย (Exchange) นายหน้าหรือตัวแทนเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยน (Broker) และ ผู้ค้า (Dealer) สินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เพื่อช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะถูกหลอกลวง และช่วยภาครัฐในการติดตามการฟอกเงิน โดย ก.ล.ต.จะประกาศกฎเกณฑ์ทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้เป็นอันว่าตั้งแต่เดือนหน้า กรกฎาคม เป็นต้นไป ประเทศไทย จะมี ตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลอย่างถูกกฎหมาย อนาคตจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีบล็อกเชนป้องกันการฟอกเงินได้หรือไม่ ต้องติดตาม คนไทย เก่งสุดยอดในเรื่อง การทุจริตและฟอกเงิน อยู่แล้วคุณทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.ได้แถลงว่า กฎหมายใหม่จะใช้เงินดิจิทัล 7 สกุล เป็นฐานในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ (Base trading pair) และ ลงทุนในไอซีโอ คือ Bitcoin, Bitcoin cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Steller (ท็อปเทนเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุด) การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท หรือ คริปโตเคอเรนซี 7 สกุลที่ประกาศไว้เท่านั้น เมื่อกำหนดไว้อย่างนี้ ผมเข้าใจว่า วันนี้ประเทศไทยยอมรับเงินดิจิทัล 7 สกุลนี้เป็นเงินดิจิทัลที่ใช้ซื้อขายและชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ถูกต้องหรือไม่?การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ลงทุนรายย่อยซื้อได้ 300,000 บาทต่อดีลของไอซีโอที่ออกในแต่ละครั้ง วงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อยต้องไม่เกิน 70% ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด ส่วน ผู้ลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 70 ล้านบาท และ กิจการร่วมลงทุน ไม่จำกัดวงเงิน ซื้อได้ไม่อั้นผู้ที่จะเข้าไปลงทุนในเงินดิจิทัลหรือสินทรัพย์ดิจิทัล จะต้องทำ KYC คือ เปิดเผยตัวตนให้เป็นที่รู้จักกับนายหน้าซื้อขายที่ไปเปิดบัญชีเอาไว้ เหมือนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แต่ทุกวันนี้คนปั่นหุ้นตัวเป็นๆมองเห็นๆ ยังจับกันไม่ค่อยได้ หาหลักฐานไม่เจอ เจอก็โยงไปไม่ถึงบริษัทที่จะออก ICO สร้างเงินดิจิทัลมาขายประชาชนทั่วไป (เหมือน IPO ขายหุ้นบริษัท) ต้องเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบริษัทตัวกลางซื้อขายเงินดิจิทัล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ตลาดกลางแบบ Centralized ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 50 ล้านบาท โบรกเกอร์ ในตลาดนี้ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 25 ล้านบาท 2.ตลาดกลางแบบ Decentralized ต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โบรกเกอร์ ในตลาดนี้ต้องมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท 3.โบรกเกอร์ที่เป็นช่องทางส่งคำสั่งซื้อขาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของลูกค้า ต้องมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และ ดีลเลอร์ ต้องมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาทเรื่อง การเก็บภาษีกำไร 15% จากการซื้อขายเงินดิจิทัลที่ออกมาก่อนหน้านี้ คุณทิพยสุดา กล่าวว่า จะมีการผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนตัวมองว่ารูปแบบจะคล้ายกับการเก็บภาษีในตลาดหุ้นที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องคุณทิพยสุดา คาดว่า การระดมทุนผ่านไอซีโอตามเกณฑ์ใหม่ น่าจะเกิดขึ้นในปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 หลังจากที่กฎหมายออกมาแล้ว ไอซีโอจากต่างชาติที่ต้องการมาขายให้กับนักลงทุนไทย จะไม่สามารถทำได้ เพราะผิดกฎหมาย หากจะระดมทุนในประเทศไทย ต้องใช้เกณฑ์กฎหมายไทยเท่านั้นต้องถือว่า ก.ล.ต.ใจดีมาก ที่จะ ผ่อนคลายภาษีกำไรและภาษีมูลค่าเพิ่มให้เงินดิจิทัล แม้แต่ บิตคอยน์ เงินดิจิทัลยักษ์ใหญ่ของโลกที่ ก.ล.ต.อ้างอิง ก็ยังเก็บค่าบริการ (Service Fee) ในการซื้อขาย 2.5% ถ้าจ่ายผ่านเครดิตการ์ดคิดค่าฟีเพิ่มอีก 5% ราคาบิตคอยน์เช้าวันเสาร์ 1 บิทคอยน์ 7,660 เหรียญ 245,120 บาท ค่าบริการ 2.5% ก็เท่ากับ 6,128 ค่าฟีเครดิตการ์ดอีก 5% ก็เป็นเงินอีก 12,256 บาท ไม่เห็นมีใครบ่นสักคำ.“ลม เปลี่ยนทิศ”