เดือดแค่ตำหนิไม่เพียงพอ คดีเงินทอนลามสมณศักดิ์ โยง ‘สีกาสาว’ ร้านสังฆภัณฑ์ตำรวจ ปปป.สอบเงินวัดลอต 4 ล็อกเป้า 60 วัดทั่วประเทศ พบเข้าข่ายทุจริตแล้ว 26 วัด ความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท ขณะที่กองปราบฯเตรียมส่งเอกสารที่เชื่อว่ามีการวิ่งเต้นสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระพรหมดิลกให้ พศ.พิจารณาส่ง มส. รวมทั้งจ่อสอบสีกาเจ้าของธุรกิจขายเครื่องสังฆภัณฑ์ ซี้ปึ้กอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา หลังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเงินวัด และหลักฐานพระสงฆ์ผู้ปกครองวัดนับ 10 แห่ง ที่อยู่ใต้ปกครองพระพรหมดิลก ที่ล้วนผูกปิ่นโตเป็นลูกค้าสีกาเจ้าของเครื่องสังฆภัณฑ์ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ตั้งแต่เจ้าคุณสามัญ ขึ้นไปด้วย ด้าน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา โพสต์เฟซขอ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ย้าย ผบ.ตร. และชุดจับพุทธะอิสระภายหลังตำรวจกองปราบฯปฏิบัติการชนิดช็อกวงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชน นำหมายศาลบุกจับกุม 5 พระเถระชั้นผู้ใหญ่ 3 วัดดังเมืองกรุง พร้อมฆราวาสอีก 4 คน ที่พัวพันคดีทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด เงินอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม แผนกบาลี หรือที่เรียกว่าคดีเงินทอนวัด ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ขณะที่พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม เจ้าคณะภาค 4-7 สองพระผู้ใหญ่ที่ถูกออกหมายจับในข้อหาเดียวกันหลบหนีไปได้ โดยกำลังตำรวจอีกส่วนยังบุกจับพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย ใน จ.นครปฐม หลังพบความผิดฐานปลอมพระปรมาภิไธยและอั้งยี่ซ่องโจร ระหว่างชุมนุมทางการเมืองปี 57 โดยพระทุกรูปถูกจับสึก ส่งตัวเข้าเรือนจำ หลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาจวกตำรวจชุดจับกุมพุทธะอิสระว่ารุนแรงเกินไปในส่วนความคืบหน้าคดีเงินทอนวัด เมื่อเวลา 14 .00 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. กล่าวถึงการติดตามตัวพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม 1 ในผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ออกสืบสวนหาข่าวมาตลอดแต่ยังไม่มีวี่แวว รวมทั้งช่วง 2 วันนี้ เป็นวันหยุดของหน่วยราชการที่กองปราบฯต้องไปประสานตรวจสอบในเรื่องเทคนิคต่างๆ ต้องหยุดชะงักไปด้วย ส่วนการไปตรวจค้นที่วัดสัมพันธฯอีกหรือไม่นั้น คงไม่ต้องไปแล้ว เพราะได้ตรวจค้นเก็บหลักฐานเอกสารต่างๆ มาจำนวนมาก โดยเฉพาะสลิปโอนเงินหลายรายการ อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าโอนให้ใครบ้าง ส่วนที่มีข่าวว่าพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จะมอบตัวนั้น ยังไม่ทราบ ถ้าติดต่อมอบตัวจริงน่าจะติดต่อหาผู้บังคับบัญชาโดยตรงมากกว่ามีรายงานว่า พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. สั่งการให้ชุดสืบสวนกองปราบฯเร่งสืบสวนติดตามจับกุม 2 พระผู้ใหญ่ที่ยังหลบหนีอย่างต่อเนื่อง มอบหมายให้ กก.1 บก.ป. จัดชุดสืบสวนติดตาม พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่น่าเชื่อว่าจะยังคงซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และให้ กก.3 บก.ป. นำทีมสืบสวนติดตามตัวพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร โดยในส่วนของพระพรหมเมธี คาดว่าอาจจะหลบหนีในชุดฆราวาสก็เป็นได้มีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนว่า นอกจากอดีตพระพรหมดิลก ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้แล้ว รวมทั้งพระพรหมสิทธิ และพระพรหมเมธี 2 ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี จะมีความผิดฐานฟอกเงินกรณีทุจริตเงินทอนวัดแล้ว ยังพบว่าพระผู้ใหญ่ทั้ง 3 รูปพัวพันกับการวิ่งเต้นการเลื่อนตำแหน่งหรือสมณะศักดิ์ของพระสงฆ์ที่อยู่ภายใต้การปกครองด้วย โดยเรียกรับผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง โดยเฉพาะกรณีพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในวันที่ตำรวจกองปราบปรามเข้าจับกุมและตรวจค้นภายในกุฏิ พบเอกสารที่เกี่ยวกับการเลื่อนสมณะศักดิ์ของพระสงฆ์หลายรูป ตรงกับแนวทางการสืบสวนที่พบว่าพระที่ปรากฏในเอกสารที่ยึดได้บางรูปนั้น เกี่ยวพันกันกับการวิ่งเต้นเพื่อขอเลื่อนสมณะศักดิ์ในแต่ละปีอีกด้วยมีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนว่า ในส่วนของวัดสามพระยาทราบว่า พระพรหมดิลกที่เป็นเจ้าอาวาสและมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าคณะกรุงเทพฯ สนิทสนมกับโยมสีกาเจ้าของร้านสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่งที่ค้าขายเครื่องอัฐบริขาร โดยความสัมพันธ์ระหว่างสีกาเจ้าของร้านกับพระพรหมดิลกพบว่าใกล้ชิดกันมาก สามารถเข้านอกออกในกุฏิพระพรหมดิลกได้มานานมากกว่า 10 ปี ล่าสุดได้ส่งลูกเขยมาบวชที่วัดสามพระยา เพื่อดูแลพระพรหมดิลกโดยตรง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการเดินทางในรอบปีที่ผ่านมา สีกาคนดังกล่าวเดินทางไปต่างประเทศกับพระพรหมดิลกมากกว่า 10 ครั้ง แต่ละครั้งระบุที่นั่งคู่กันสม่ำเสมอ นอกจากนี้ เส้นทางทางการเงินยังพบว่าบัญชีของสีกาคนดังกล่าวยังสัมพันธ์กับการโยกย้ายถ่ายเงินกับวัดสามพระยา และวัดอื่นๆภายใต้การปกครองของพระพรหมดิลกด้วยรายงานจากชุดสืบสวนระบุต่อ จากหลักฐานและการสอบปากคำพยานพบว่ามีวัดอย่างน้อย 10 แห่งใน กทม. ที่สั่งซื้อเครื่องสังฆภัณฑ์จากร้านของสีกาคนนี้ต่อเนื่องมานับสิบปี โดยเจ้าอาวาส ผู้ปกครองวัดหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดแต่ละแห่งที่สั่งซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ล้วนสนิทสนมกับพระพรหมดิลก และพระอรรถกิจโสภณ 2 พระผู้ใหญ่ที่ถูกจับกุม และเป็นที่น่าสังเกต พระสงฆ์ที่สั่งซื้อสินค้าจากร้านสังฆภัณฑ์แห่งนี้ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ตั้งแต่ระดับเจ้าคุณชั้นสามัญขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในรอบเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาด้วย พนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาจะเรียกสีกาคนนี้ พร้อมสามีมาสอบปากคำ หากพบหลักฐานเพียงพออาจจะพิจารณาออกหมายจับเพิ่ม รวมทั้งพระสงฆ์บางรูป ตั้งแต่ระดับเจ้าคุณชั้นสามัญขึ้นไปที่พบความเกี่ยวพัน อย่างไรก็ตาม จะส่งบันทึกการสืบสวนที่เกี่ยวกับหลักฐานที่เชื่อว่ามีการวิ่งเต้นตำแหน่งหรือสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระพรหมดิลก ไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ส่งต่อไปยังมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของพระสงฆ์แต่ละรูปต่อไปรายงานข่าวแจ้งอีกว่า ขณะนี้ชุดทำงานคดีเงินทอนวัด ตั้งข้อสังเกต การบุกจับกุมพระผู้ใหญ่พร้อมกันเมื่อเช้ามืดวันที่ 24 พ.ค. ถือเป็นปฏิบัติการวางแผนกันเป็นขั้นเป็นตอน มีชั้นความลับ จนสามารถจับกุมพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และ พระอรรถกิจโสภณ เลขาฯเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ได้คากุฏิวัด แต่ในส่วนของพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัด สระเกศ และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด สัมพันธวงศาราม ทั้งคู่ไม่น่าที่จะไหวตัววางแผนหลบหนี ทันขนาดนี้ เป็นที่น่าสงสัยของชุดทำงาน อดีตพระเถระผู้ใหญ่ทั้ง 2 รายหนีออกไปจากวัดได้อย่างไรวันเดียวกัน มีรายงานจากกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ลอตที่ 4 ช่วง พ.ศ.2554 -2559 มีเป้าหมาย 60 วัดทั่วประเทศ ตรวจสอบไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 40 วัด เข้าข่ายทุจริต 26 วัด แบ่งเป็นโซนภาคเหนือ 3 วัด โซนภาคใต้ 4 วัด โซนภาคกลาง 16 วัด โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 วัด และโซนภาคตะวันออก 2 วัด ความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท หลังจากนี้จะสรุปผลให้ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. ในวันที่ 29 พ.ค. รวมทั้งต้องรอ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ในฐานะผู้เสียหาย หรือตัวแทนหน่วยงานที่เสียหาย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ดำเนินคดีการทุจริตเงินทอนวัดลอต 4 จากนั้นนำพยานหลักฐานทั้งหมดสรุปสำนวนส่งให้ ปปช.ดำเนินการตามขั้นตอน ไม่เกิน ก.ย.61 ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันเดียวกัน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีตำรวจจับกุมนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตพุทธะอิสระ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรพูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการกำชับตำรวจให้ว่าไปตามข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือให้ความเป็นธรรมว่าตามข้อเท็จจริง ดำเนินการโดยไม่มีอคติใดๆ เมื่อถามว่ากระแสสังคมตั้งคำถาม ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรต้องออกมาขอโทษพุทธะอิสระ นายสุวพันธุ์กล่าวว่า คิดว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลออกมาเพียงเรื่องเดียว และนายกฯให้ความสำคัญกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในฐานะที่เราเป็นเมืองพุทธเมื่อถามต่อว่าเป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เคารพพุทธะอิสระด้วยหรือไม่ นายสุวพันธุ์กล่าวตอบว่า “เรื่องนี้จะต้องดูทั้งบริบท อย่าดูแยกส่วน เชื่อว่ารัฐบาลอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นคนพุทธ เราพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ คือการสอบสวนเรื่องการใช้งบประมาณของรัฐ เริ่มที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รัฐบาลทำเต็มที่ เรื่องนี้มีข้าราชการ พศ.ที่อยู่ระหว่างสอบสวน และดำเนินคดีทางอาญา 15 คน โดย 4 คนถูกไล่ออกจากราชการแล้ว ในแต่ละเดือนคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนของ พศ. ประชุมเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการที่กระทำผิด เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการใช้งบประมาณ ต้องการให้เกิดความมั่นใจว่าการใช้จ่ายงบฯในส่วนเงินอุดหนุนด้านต่างๆ ถูกนำไปใช้ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่วางไว้ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า การประชุม มส. วันที่ 30 พ.ค.นี้ จะถวายรายงานต่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) และแจ้งที่ประชุม มส. ทราบถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่ สำหรับกรณีที่กองปราบฯ มีข้อมูลพระผู้ใหญ่ที่ถูกกล่าวหาบางรูปมีพฤติกรรมเสพเมถุน ยังไม่ได้รับรายงาน ส่วนเรื่องที่สมเด็จพระสังฆราชทรงห่วงใยสถานการณ์พระพุทธศาสนา และทรงกังวลต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนานั้น พศ.จะเร่งชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชน พุทธศาสนิกชน ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไปว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล เรื่องยังอยู่ในการพิจารณาคดีของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและศาล จนกว่าจะมีผลสรุปออกมาชี้ชัดว่ามีความผิดจริงหรือไม่ขณะที่นายโกศล ใสสุวรรณ ทนายความพระพรหมดิลก กล่าวว่า กำลังดูข้อกฎหมายเพื่อทำคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ และเตรียมทำคำร้องขอไต่สวนปล่อยชั่วคราวพระพรหมดิลก และพระอรรถกิจโสภณ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพราะมองว่า ขณะนี้มีพยานหลักฐานของตำรวจอย่างเดียว ต้องมีการไต่สวน และรวบรวมหลักฐานของวัดเข้าไปประกอบ ขณะนี้ทางพระ ท่านเหมือนขึ้นเวทีชกมวยแล้วถูกใส่กุญแจมือ ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการฝ่ายเดียววันเดียวกัน มีรายงานว่า พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้ก่อตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ โดยมีข้อความระบุว่า “กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี และ คสช. ผมเป็นคนหนึ่งที่ให้กำลังใจและประกาศยืนหยัดสนับสนุนท่านและคณะในการเดินหน้าแก้ปัญหาของชาติมาโดยตลอด ผมขอขอบคุณที่ทั้งท่าน และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตักเตือนตำรวจมิให้เกิดการปฏิบัติการเช่นนี้อีก แต่มันไม่เพียงพอ เพราะความเสียหายต่อศรัทธาในรัฐบาลและ คสช.มันทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะการดำเนินการตามโรดแม็ปที่อาจมีปัญหาและจะเป็นสาเหตุให้ขบวนการสามานย์ ปลุกระดมให้เกิดความไม่สงบสุขในที่สุด กรณีที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพียง “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ทำลายความสงบสุขของชาติ ผมขอความกรุณาจากท่านและคณะจงอย่าประมาทมองข้ามเรื่องนี้ไปผมขอเสนอให้ท่านใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งย้าย ผบ.ตร. ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับชุดปฏิบัติการบุกจับหลวงปู่พุทธะอิสระ ผมขอให้ท่านอย่าได้กังวลใจว่าข้อเสนอของผมนี้จะทำลายขวัญกำลังใจของตำรวจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันล้มเหลว มันทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนกับตำรวจ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อภารกิจพิทักษ์สันติราษฎร์ ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ อย่าทำให้ตำรวจดีๆต้องพลอยรับกรรมจากตำรวจไม่มีดี อีกทั้งข้อเสนอของผมนี้จะเป็นโอกาสให้ท่านได้ส่งเสริมนายตำรวจดีๆตามแนวทางพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการส่งเสริมคนดีให้ขึ้นมาทำหน้าที่ปกครองปรับปรุงแก้ไขเพื่อเรียกความศรัทธาเชื่อมั่นคืนจากประชาชน จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอแสดงความเคารพอย่างสูง พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา 27 พ.ค.61 เวลา 09.49 น. หมายเหตุ ได้โปรดช่วยกันแชร์หนังสือฉบับนี้ให้ถึงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และ คสช.ด้วย ทั้งนี้ ผมไม่ต้องการดำเนินการเป็นหนังสือแต่ต้องการดำเนินการผ่านสังคมออนไลน์เพื่อให้สังคมได้ทราบเป็นวงกว้างและเกิดความรวดเร็วในการพิจารณาเรื่องนี้” ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 พ.ค. จะไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงกฎหมาย ข้อบังคับหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาโดยเกินสมควรแก่เหตุ และให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือเข้าจับกุมพระพุทธะอิสระ ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เข้าข่ายอาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจมีความผิดในลักษณะเหยียดหยามศาสนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ถือเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา เพราะที่ผ่านมาพระพุทธะอิสระไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ยังไปขึ้นศาลในคดีความต่างๆช่วงค่ำวันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มการเมืองตั้งข้อสังเกตเรื่องนายกรัฐมนตรีกล่าวขอโทษประชาชนแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันหรือไม่ว่า การกล่าวขอโทษของนายกฯ ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ขอโทษเพราะเจ้าหน้าที่ทำไม่เหมาะสม ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นใครก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วจะถูกตัดสินโดยศาล รวมทั้งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเขตวัด หรือสังฆาวาส อาจทำให้กระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน โดยได้ตักเตือนให้เจ้าหน้าที่ยึดแนวทางปฏิบัตินี้แล้ว ไม่อยากให้นำไปบิดเบือนสร้างเรื่องกันต่อไปโดยเฉพาะกลุ่มการเมืองและสื่อมวลชนบางสำนัก นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆกับนายสุวิทย์ และไม่เคยคิดนำเรื่องส่วนตัวไปปะปนกับการบริหารบ้านเมือง พร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลยึดหลักกฎหมายและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากกระทำผิดต้องได้รับโทษเช่นเดียวกันด้านนายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เผยว่า ได้แยกอดีตพระผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป และนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ จากแดนแรกรับ ไปคุมขังยังแดน 3-4-6 เพื่อลดการเผชิญหน้ากัน โดยเฉพาะในส่วนของอดีตพระพุทธะอิสระ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และแยกอดีตพระเถระชั้นใหญ่ทั้ง 5 รูป กระจายไปคุมขังยังแดนต่างๆ เพื่อความเหมาะสม สำหรับเช้านี้ผู้ต้องขังทั้ง 6 ราย ปฏิบัติกิจวัตรส่วนตัวตามปกติ ทานอาหารเช้าที่เรือนจำจัดให้เป็นข้าวต้ม แต่มื้อเย็นทั้ง 6 คนไม่ได้รับประทานอาหาร จากนั้นพักผ่อนทำกิจกรรมภายในแดนของตนเอง โดยวันนี้เป็นวันหยุด เรือนจำไม่ได้เปิดให้เยี่ยมญาติ จากการสังเกต อดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป ยังคงมีความวิตกกังวล อยู่ระหว่างการประกันตัว สำหรับนายสุวิทย์ อดีตพระพุทธะอิสระนั้นพบว่ามีอาการปวดหลังค่อนข้างมาก ต้องนั่งรถเข็น เนื่องจากมีโรคประจำตัว คือเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อยู่ระหว่างการประเมินว่าจะรักษาแบบใด เพื่อบรรเทาอาการ ทั้งนี้ได้รายงานให้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทราบแล้ว