“เกาะภูเก็ต”...ไข่มุกอันดามัน ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก วันนี้กำลังเผชิญกับ “มรสุมลูกใหญ่” ที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ หากแต่เกิดจาก “ผู้มีอิทธิพล” ที่หยั่งรากลึกจนกลายเป็นมะเร็งร้ายกัดกินโครงสร้างการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของไทยอย่างเงียบเชียบหรือไม่?ปฏิบัติการ “ล้างบาง” จากกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งฟ้าผ่าเด้งทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมประกาศกร้าวว่าจะกวาดล้างมาเฟียให้สิ้นซาก กลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตา...มองว่านี่คือจุดจบของอิทธิพลเถื่อนหรือเป็นเพียงแค่ “มหกรรมย้ายคน”...ที่เดี๋ยวเรื่องก็เงียบ แล้วก็จางหายไปรายการ “ขีดเส้นใต้เมืองไทย” ข่าวไทยรัฐ (17 มิ.ย.2569) หัวข้อ จะล้าง “มาเฟียภูเก็ต” ได้หรือไม่? วิเคราะห์ปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตไว้น่าสนใจ หลังจากพบปัญหาความขัดแย้งภายในและการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับกลุ่มมาเฟียและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ประเด็นสำคัญมีว่า...ปัญหามาเฟียภูเก็ต เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน โดยเฉพาะการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและที่ดินชายหาด ซึ่งกลุ่มผู้มีอิทธิพลมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนที่ต้องการเข้าใช้พื้นที่ ทั้งที่ควรเป็นพื้นที่สาธารณะ สาเหตุที่แก้ไม่ได้...วิเคราะห์ว่าปัญหาหยั่งรากลึกจากการที่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนไปรับผลประโยชน์?ขณะที่ความพยายามของรัฐบาล...นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองหลายครั้งเพื่อสั่งการแก้ปัญหา...มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปดำเนินการทวงคืนพื้นที่ชายหาด โดยมีการประกาศว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับกลุ่มที่บุกรุกท้ายที่สุดแล้ว...ความท้าทายสำคัญ การย้ายข้าราชการในครั้งนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือเป็นเพียงการแสดงท่าทีให้สังคมเห็นว่า “เอาจริง” เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาชั่วคราวเท่านั้นกุญแจสำคัญ...ตราบใดที่ยังมีการรับ “ส่วย” หรือ “สมยอม” กับกลุ่มมาเฟีย การจะล้าง “มาเฟียภูเก็ต” ให้สำเร็จเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะเมื่อที่ดินในภูเก็ตมีมูลค่าสูง (ไร่ละประมาณ 40 ล้านบาท)ทำให้เกิด “แรงจูงใจ” ในการ “ทุจริต” สูงคงต้องติดตามกันต่อไป และ...รอดูว่าผู้บริหารชุดใหม่จะสามารถ “เอาอยู่” หรือไม่?บริบทความซับซ้อนของมาเฟียภูเก็ตในยุค 2569 ไม่ใช่เรื่องของนักเลงถือปืนในอดีต แต่พัฒนาไปสู่ “มาเฟียในคราบนักธุรกิจและคนมีสีมีฝ่าย” การกว้านซื้อที่ดินราคาไร่ละหลายสิบล้าน การบุกรุกพื้นที่ชายหาดที่ควรเป็นของสาธารณะ แต่กลับถูกเปลี่ยนเป็นเขตอิทธิพลที่ใครหน้าไหนก็ห้ามเข้าหากไม่มีค่าธรรมเนียม ความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริง ตั้งข้อสงสัยได้หรือไม่ว่า?...มาจากโครงสร้างอำนาจที่ทับซ้อนกัน อาศัย “สินบน” เป็นน้ำมันหล่อลื่นหล่อเลี้ยงระบบ ข้าราชการบางส่วนที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาชน กลับกลายเป็น “ฟันเฟือง” สำคัญในการคุ้มครองธุรกิจสีเทา กลายร่างเป็นวงจร “งูกินหาง” ของระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากหยั่งลึกการย้ายข้าราชการระดับสูงออกไปเพียงเพราะมี “แบล็กคนละเบอร์” หรือขัดผลประโยชน์กันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ตราบใดที่มูลค่าที่ดินภูเก็ตยังพุ่งสูงไม่หยุด และช่องว่างทางกฎหมายยังเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ผลประโยชน์มหาศาลจะยังคงเป็น “ตัวดึงดูด” ให้เกิดการซื้อตัว เข้ามาแทนที่ได้เสมอหรือเปล่าตราบใดที่ยังไม่สามารถกำจัดวัฒนธรรมการ “รับส่วย” ออกจากพื้นที่ได้ การล้างมาเฟียจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายคน แต่เป็นการ “ปฏิรูประบบจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่าหลายเท่า?กรณี “มาเฟียภูเก็ต” อาจมีเดิมพันที่สูงกว่าแค่ชื่อเสียงจังหวัด เพราะปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนภูเก็ต แต่คือเดิมพันความเชื่อมั่นระดับประเทศ ภายใต้การจับตามองของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลก หากรัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง “ลูบหน้าปะจมูก” หรือจัดการได้แค่ระดับปฏิบัติการแต่ไม่สามารถแตะต้อง “บอสใหญ่” ที่อยู่เบื้องหลังได้...สุดท้ายสิ่งที่สังคมอยากเห็นไม่ใช่แค่ “ภาพการรื้อถอน” แต่คือการ “รื้อระบบ” การนำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือครองที่ดินอย่างโปร่งใส คืออาวุธเดียวที่จะทำลายความได้เปรียบของ “กลุ่มทุนสีเทา” ได้บทสรุปของเรื่องนี้จะไปจบที่ตรงไหน? วันนี้ภูเก็ตเปรียบเสมือนสนามรบระหว่าง “กฎหมาย” กับ “อิทธิพล” ที่ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนสวรรค์ที่กำลังถูกกัดกิน ให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคนได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า “บนเกาะแห่งนี้ใครคือเจ้าของที่แท้จริงกันแน่?”เรื่องมาเฟีย...ผู้มีอิทธิพล เราสามารถแบ่งระดับของปัญหาออกเป็น “เรื่องเล็กที่ก่อตัวเป็นเรื่องใหญ่” และ “เรื่องใหญ่ที่เป็นโครงสร้างอำนาจ” เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เรื่องเล็ก...ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ในระดับฐานราก ดูเหมือนเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่เมื่อรวมกันแล้วสะท้อนถึงการสูญเสียอำนาจรัฐในพื้นที่ เช่น การยึดครองพื้นที่สาธารณะ...การตั้งเตียงผ้าใบ ร้านค้าหรือสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายหาด แล้วเรียกเก็บค่าผ่านทาง...ค่าเช่า นี่คือการทำให้ “ที่ดินของรัฐ” กลายเป็น “สมบัติส่วนตัว”นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องของการผูกขาดบริการ เช่น รถรับจ้างในพื้นที่ที่ไม่เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มอื่นเข้ามาแข่งขัน หรือแม้แต่การคุมธุรกิจร้านอาหาร เรือนำเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวจำใจต้องใช้บริการเพราะมีอิทธิพลคอยบีบบังคับ...การคุกคามรายย่อย การที่ร้านค้าหรือผู้ประกอบการเล็กๆต้องจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ฯลฯ เรื่องใหญ่...ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอันตรายต่อภาพรวมประเทศ ประเด็นที่อยู่เบื้องหลังความแข็งแกร่งของเครือข่ายมาเฟีย ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจในระดับมหภาค เช่น การฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์, การสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ, การบิดเบือนมูลค่าทางเศรษฐกิจ, ความสูญเสียด้านนิติรัฐแต่...ก็อีกนั่นแหละ อาจมีคนคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นการตั้งข้อสงสัยเป็นสมมติฐานเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาๆบางคนก็มีมุมคิดตรงกันว่า บ้านเรา...หลายๆเรื่องก็ไม่เป็นความจริงอย่างที่เล่าลือกันไว้เลย อาทิ สว.ไม่มีฮั้ว, กทม.ไม่มีบ่อน, พัทยาไม่มีโสเภณี และการเลือกตั้งไทยโปร่งใสที่สุดในโลก?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม