นักวิเคราะห์ทางการเมืองเริ่มจะมองว่าประเทศไทยเราเหมือนมีนคร 2 นครซ้อนกันอยู่ เมื่อประมาณปี 2530 เศษๆ...ถ้าผมจำไม่ผิด นักวิชาการท่านแรกที่เสนอแนวคิดเรื่องนี้ขึ้นก็คือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และอดีตนักการเมืองชื่อดังนั่นเองท่านอาจารย์นำเสนอ “ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย” และพิมพ์หนังสือพ็อกเกตบุ๊กเล่มหนึ่ง เมื่อปี 2538 อธิบายถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2533-2536 และวิเคราะห์ย้อนหลังไปถึงปี 2520 เศษๆ อันเป็นช่วงของยุคประชาธิปไตยครึ่งใบในประเทศไทยสรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่า ประเทศไทยมี “สองนครา” ใหญ่ซ้อนกันอยู่ ระหว่างชนบทกับเมือง โดยคนชนบทกับคนในเมืองจะมีความคิดในทางการเมืองต่างกันอย่างชนิดไปกันคนละขั้วเลยทีเดียวคนชนบทจะเลือกนักการเมืองแบบหนึ่ง ในขณะที่คนกรุง หรือคนเมืองจะเลือกนักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ว่าอย่างนั้นเถอะสำหรับ “น้าดิน” หรือ ดอกดิน กัญญามาลย์ ศิลปินแห่งชาติ วัย 93 ปี ผู้ล่วงลับ แม้จะไม่ได้เขียนหนังสือ หรือเสนอทฤษฎีอะไรไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ แต่จากภาพยนตร์ทุกเรื่องที่น้าดินสร้างไว้ แสดงให้เห็นว่า ท่านรู้และคุ้นเคยกับทฤษฎี “สองนครา” มาแต่ไหนแต่ไรนอกจากดอกดินแล้ว คนในแวดวงบันเทิงส่วนใหญ่จะรู้จักทฤษฎีนี้มาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กนุ่งกางเกงขาสั้นด้วยซ้ำ และได้แบ่งรสนิยมของคนไทยออกเป็น 2 รสนิยมมาโดยตลอดหนังไทยหรือภาพยนตร์ไทยส่วนใหญ่ในอดีตจะสร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจคนชนบท หรือต่างจังหวัด คือออกมาในแนวสนุกสนานเฮฮาระคนโศกเศร้าเคล้าน้ำตา และบู๊ล้างผลาญยิงกันทะลุจอ มีครบทุกรสคนกรุงหรือคนเมืองที่มีระดับจะดูภาพยนตร์ฮอลลีวูด หรือ “หนังฝรั่ง” เป็นส่วนใหญ่ โดยคนมีระดับในกรุงเทพฯจะดูแบบ “เสียงในฟิล์ม” มีคำบรรยายเป็นตัวอักษร ในขณะที่คนมีระดับของต่างจังหวัด จะดูหนังฝรั่งพากย์ไทย ทำให้เกิดนักพากย์โด่งดังขึ้นทั่วประเทศ เช่น “โกญจนาท” ภาคอีสาน “เทพา-อาภรณ์” ภาคใต้ “อรุโณทัย-วลีทิพย์” และ “รุจิกร” ดังมากในภาคเหนือตอนล่าง (โดยเฉพาะปากน้ำโพ)วงการเพลงก็เช่นกัน แบ่งออกเป็น 2 นครอย่างชัดเจน มีทั้งเพลงสำหรับคนมีระดับกับเพลงของคนต่างจังหวัด ซึ่งแรกๆเรียกเพลงต่างจังหวัดว่า “เพลงตลาด” เอาเสียด้วยซ้ำก่อนที่จะมีการเรียกอย่างประนีประนอม แต่ก็ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างว่า เพลง “ลูกกรุง” และ “ลูกทุ่ง” ในภายหลังด้วยรสนิยมด้านความบันเทิงที่เป็น 2 นครามาโดยตลอดเช่นนี้ ศิลปินจึงต้องเลือกข้าง รวมทั้งน้าดิน หรือ ดอกดิน กัญญามาลย์ ด้วย ซึ่งท่านได้เลือกที่จะอยู่เคียงข้างประชาชนส่วนใหญ่ในชนบท หรือผู้มีรายได้น้อยในกรุง ซึ่งก็อพยพมาจากชนบทนั่นเองผมได้รับมอบหมายให้ไปเขียน “วิจารณ์บันเทิง” ของหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ครั้งแรก เมื่อปี 2513 และได้นามปากกา “ซูม” มาเป็นนามปากกาคู่ชีวิตจนถึงบัดนี้ จากการตั้งของพี่ “มานะ แพร่พันธุ์” ปูชนียบุคคลอีกท่านหนึ่งของวงการหนังสือพิมพ์เขียนไปได้พักหนึ่ง ผมก็พบว่า ภาพยนตร์ไทยใน พ.ศ.ดังกล่าวยังคงเป็นภาพยนตร์สำหรับคนไทย ที่มีการศึกษาน้อยเป็นส่วนใหญ่เวลาเขียนถึงภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะภาพยนตร์ของ “น้าดิน” ผมจะพูดเสมอท้ายคอลัมน์ว่า ทั้งหมดนี้ผมเขียนอย่างสวมวิญญาณ “ไอ้ถิน” คนจบ ป.4 ที่มาทำงานเมืองกรุงนะคร้าบดังนั้น ถ้าผมบอกว่า หนังเรื่องนี้สนุกมาก ก็เป็นความสนุกของคนอย่าง “ไอ้ถิน” มิใช่ความสุขของคนจบมัธยม หรือมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอนจำได้ว่า เพื่อนนักวิจารณ์บันเทิงจากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นในยุคนั้น หยิบมาเป็นประเด็นในการวิจารณ์ผมอีกทอดหนึ่งว่า กำลังจะเสนอให้คนดูหนังไทยแต่งชุดนักเรียน ป.4 ไปดูหนังหรืออย่างไรทำให้ผมซึ่งเป็นนักเขียนน้องใหม่ แต่นำเสนอทฤษฎีการดูหนังแบบใหม่คือ ต้องแบ่งรสนิยมออกเป็น 2 รสนิยมพลอยดังไปด้วยบทสรุปของข้อเขียนวันนี้ก็คือ กว่านักวิชาการทางการเมืองจะรู้ว่า ประเทศไทยเราเสมือนมี “สองนครา” ทับซ้อนกันอยู่ก็จนปี 2530 กว่าๆเข้าไปแล้ว โดยท่านอาจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์แต่ “น้าดิน” ดอกดิน กัญญามาลย์ ท่านรู้มาตั้งนานแล้วว่าประเทศไทยของเรามี 2 นครา ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกของท่านที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2495 ก่อนหน้านักวิชาการด้านการเมืองไม่น้อยกว่า 30 ปี.“ซูม”