ถึงจุดที่คนมาเลเซียร่วมเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ในปรากฏการณ์พลิกล็อกครั้งมโหฬาร มหาธีร์ โมฮัมหมัด นำพรรคฝ่ายค้าน “ปากาตัน ฮาราปัน” โค่น นาจิบ ราซัค อดีตผู้นำจากกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ (บีเอ็น)ล้มรัฐบาลตลอดกาลที่ครองอำนาจบริหารประเทศมายาวนาน 61 ปีได้สำเร็จการเมืองมาเลเซียถึงเวลาเปลี่ยนขั้ว รอดูการพลิกโฉมใหม่ในอนาคตแต่ที่ยังต้องลุ้นกันต่อยาวๆคือ การเมืองประเทศไทยที่ยังวนเวียนสาดสงครามน้ำลายตอบโต้กันไปมาเรื่องพลังดูด ระหว่างฝ่าย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กับบรรดานักเลือกตั้งต่อเนื่องจากการที่ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จ.บุรีรัมย์ อัดฉีดงบประมาณพัฒนาความเจริญกลุ่มจังหวัด “นครชัยบุรินทร์”ภายใต้การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ของเจ้าบ้านอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่นำมวลชน 30,000 คน เต็มความจุสนามช้าง อารีน่า มาตะโกนให้กำลังใจ “ลุงตู่สู้ๆ”กระโดดเข้าไปอยู่ในใจผู้นำ คสช. รอตั๋วร่วมรัฐบาลในอนาคต ไม่ยอมตกขบวนน้อยหน้ากลุ่มการเมืองอื่นๆ อาทิ กลุ่มชลบุรี กลุ่มนครปฐม ที่จับจองที่นั่งไปก่อนหน้านี้ในสถานการณ์ที่ผู้เล่นหลายค่ายการเมืองพากันโหนกระแส “บิ๊กตู่” ร่วมเกาะขบวนอำนาจ ช่วยเพิ่มเครดิตทีมลายพรางมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปล่อย 2 ค่ายใหญ่ “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” เป็นเสือลำบาก ยิ่งนานวันต้นทุนยิ่งหดหาย แม้แต่การฉีดวัคซีนหมา แมว หรือไล่ฉีดยุงก็ยังถูกเบรกหัวคะมำได้แต่กลืนเลือด รอดูไพร่พลในสังกัดถูกดูดหายไม่หยุดหย่อนฐานกำลังอดีต ส.ส. และฐานเสียงในพื้นที่ไม่แน่นปึ้กเหมือนเก่าโซนตีกินอย่างภาคอีสาน ภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย หรือโซนเมืองกรุงและภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ กำลังถูกแคมเปญไทยนิยมตีตลาดอย่างหนักพื้นที่ได้แต้มชัวร์ๆของ 2 ค่ายใหญ่ พลังวูบหายไปเยอะ เลือกตั้งเมื่อไร ยังไงก็ได้กลับมาไม่เท่าเดิมโอกาสที่ “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” ถูกค่ายลายพรางมาแชร์เก้าอี้ไปส่วนหนึ่งมีความเป็นไปได้สูงขั้วอำนาจการเมืองไทยในอนาคต หนีไม่พ้นแบ่งเป็น 3 ก๊ก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคสนับสนุน “ลุงตู่”ไม่ได้ขับเคี่ยวช่วงชิงกันจัดตั้งรัฐบาลอยู่แค่ 2 พรรคใหญ่เหมือนเคย เนื่องจากกลไกการคำนวณเก้าอี้ ส.ส.ระบบใหม่ของรัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้พรรคใหญ่โกยแต้มได้เป็นกอบเป็นกำแนวโน้มหลังการเลือกตั้ง 3 ขั้วใหญ่คงไม่มีฝ่ายใดได้ชัยชนะขั้นเด็ดขาด ใครได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศหลังเลือกตั้ง ก็ต้องตกอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงนั่นย่อมถูกนำมาผูกโยงกับสูตรรัฐบาลแห่งชาติที่ถูกจุดพลุอยู่เป็นระยะๆ ในรูปการณ์ล่าสุดที่ นายไพศาล พืชมงคล กุนซือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แย้มให้เห็นหน้าไพ่ใหม่โพสต์เฟซบุ๊กระบุการแอบไปดอดกินกาแฟกับ “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” เสนาะ เทียนทอง ปลุกกระแสพลังดูดตระกูล “เทียนทอง” สอดรับโปรแกรมลงพื้นที่ตรวจด่านชายแดนของ “บิ๊กตู่” ที่ จ.สระแก้ว ในวันที่ 18 พ.ค.นี้แม้เจ้าพ่อวังน้ำเย็นจะยืนกรานไม่ได้ถูกเกลี้ยกล่อมให้ย้ายค่าย แต่ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องพูดจาแนวทางรัฐบาลแห่งชาติปลดล็อกความขัดแย้ง นำคู่กรณีทุกฝ่ายลงเรือลำเดียวกัน สูตรสำเร็จที่ “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” เห็นดีเห็นงามมาตลอดดีลการตั้งรัฐบาลแห่งชาติถูกจุดพลุ ในคิวที่ฝ่ายอำนาจพิเศษกำลังเดินเกมเผื่อไว้เป็นอีกทางออกเพราะขืนตั้งรัฐบาลปกติบริหารประเทศ ในสภาวะที่ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย รายล้อมไปด้วยความเสี่ยงตลอดเวลา ก็เดินหน้าไปต่อลำบากต่อให้ “บิ๊กตู่” ชิงจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ แต่หากเกลี่ยอำนาจไม่ลงตัว ก็ทำงานได้ยากดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ “ลุงตู่” แม้จะรวบรวมเสียงขึ้นแท่นเป็นนายกฯได้ แต่ตอนโหวตผ่านกฎหมายสำคัญ โดยไร้เสียง ส.ว.ยื่นมือมาช่วย ก็มีสิทธิหงายหลังได้ตลอดเวลาการบริหารอำนาจในสภาในสถานะนักการเมืองเต็มตัว ไม่หมูเหมือนตอนใช้อำนาจพิเศษมองในมุมนี้รัฐบาลแห่งชาติจึงน่าจะเป็นหนทางปลอดภัยที่สุด.ทีมข่าวการเมือง รายงาน