ก็เป็นความเซอร์ไพรส์ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แถลงการณ์แต่งตั้ง คุณสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง แต่งตั้ง คุณอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรี การท่องเที่ยวและกีฬา โดยบอกว่า คนเสนอคือ เจ้ากระทรวง และ รองนายกฯ เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติผ่าน ครม.ก็อนุมัติเรื่องนี้ถ้า นายกฯตู่ ไม่ให้ ไฟเขียว คงไม่มีเจ้ากระทรวงหรือรองนายกฯ คนไหนกล้าเสนอแน่นอน แต่เมื่อท่านบอกมาอย่างนี้ ก็ต้องเชื่อท่านไว้ก่อนพล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามนักข่าวเรื่องนี้ว่า จะให้ คุณสนธยา เป็น ที่ปรึกษานายกฯเรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน จะฟังเขาว่าเห็นอย่างไร จำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพื่อมาทำความ เข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของตน มันไม่ใช่ วันนี้กำลังเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันอย่างไรการเมืองเขาก็ทำกันอย่างที่ นายกฯตู่ ทำนี่แหละครับถ้าย้อนกลับไปอ่านเรื่อง “การเมือง” ที่ รัฐบาล คสช. วิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยและนักการเมืองไว้หลังการปฏิวัติ 4 ปีก่อน และการวาดภาพการเมืองไทยในอนาคตที่ คสช.ต้องการ การเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ระบบการเลือกตั้งใหม่ ไปจนถึง ระบอบประชาธิปไตยไทยนิยม ที่มีระบบกลไกราชการหยั่งรากลึกลงไปถึงทุกหมู่บ้าน ต้องยกนิ้วให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็น “กูรูการเมือง” ที่หาตัวจับได้ยากยิ่งคนหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว เพียงแต่ “ซ่อนคมในฝัก” เท่านั้นความจริง รัฐบาล คสช. เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว เมื่อมีการจัดตั้ง “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ขึ้นมา พร้อมกับจัดสรรงบประมาณกลางปี 20,000 ล้านบาท ให้กับประชาชนใน 82,371 หมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 200,000 บาท ผ่านกลไกของ กระทรวงมหาดไทย โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นแม่งานร่วมกับ บริษัทประชารัฐรักสามัคคี จำกัด ส่งผ่าน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้ว่าฯ กทม. ผอ.เขต เงินก้อนนี้เริ่มลงไปสู่หมู่บ้านตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม เพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก มีการจัดตั้งทีมงานลงพื้นที่ครบทุกหมู่บ้านพล.อ.อนุพงษ์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติการของ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ว่า “...ประชาธิปไตยถือเป็นเงื่อนไขของไทยในปัจจุบัน” เป็นเงื่อนไขถึงขนาดว่าประเทศชาติเกือบจะวิกฤติในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราติดอยู่กับเรื่องนี้ กับ “เปลือกของประชาธิปไตย” ว่า ต้องมีเลือกตั้ง ต้องมีเลือกตั้ง ผมยืนยันว่า ประเทศไทยต้องมีเลือกตั้ง ต้องมีประชาธิปไตย ต้องเลือกตั้งแน่นอน แต่ผมไม่คิดแค่นั้น...”พล.อ.อนุพงษ์ ได้อธิบายถึงการทำงานของทีมปฏิบัติการ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ว่า “...ลงไปสอนเรื่องประชาธิปไตย ประเทศจะเจริญ อยู่ที่รัฐบาล อยู่ที่การเมือง ฉะนั้น รัฐบาลจะดีได้ อยู่ที่การเลือกตั้ง เราต้องมีเลือกตั้ง...จุดสำคัญอยู่ที่การเลือก ต้องเลือกเป็น ต้องเลือกคนดีและคนเก่ง สอนแค่นั้น เพื่อไปสู่ประชาธิปไตย จะได้มีสิทธิและเสรีภาพ นั่นคือ แก่นของประชาธิปไตย...”ฟัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย แกนนำ คสช. อธิบายแล้ว ก็เห็นชัดเจนว่า คสช.มีความรู้เรื่องการเมืองและประชาธิปไตยในระดับสูงยิ่ง รู้ว่าอะไรคือเปลือกของประชาธิปไตย อะไรคือแก่นของประชาธิปไตยดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ก็ได้ช่วยตีความคำนิยามของ “ประชาธิปไตยไทยนิยมยั่งยืน” ว่า “...ประชาธิปไตยก็เหมือนทุเรียน เหมือนสับปะรด การเลือกตั้งก็เหมือนเปลือกทุเรียน ถ้าพอใจแค่นี้ ก็จะได้แต่หนามทุเรียน ตาสับปะรด แล้วเมื่อไหร่จะได้กินเนื้อทุเรียน เนื้อสับปะรด เนื้อทุเรียนของประชาธิปไตยก็คือ การเคารพเสียงข้างมาก การเคารพประชาชน การมีวัฒนธรรมทางการเมือง การมีสิทธิเสรีภาพ การรักชาติ ความเสียสละ การมีระเบียบวินัย...”ผมก็เอามาทบทวนให้อ่านกันครับ การเมืองยุคใหม่ประชาชนต้องได้กินเนื้อทุเรียน อย่าไปกินเปลือกทุเรียนอีก.“ลม เปลี่ยนทิศ”