“เป็นลูกชาวนา โตมากับนา ทำเองกับมือ เห็นพ่อแม่ญาติพี่น้องทำนามาตลอด เลยรู้ว่าอาชีพนี้เหนื่อย ใช้ทุน แรงสูง ช่วงเป็นนักร้องไม่ค่อยมีเวลา แต่ก็มีโอกาสพบปะผู้คน ทั้งนักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน เก็บเล็กผสมน้อยเอาสูตรแต่ละคนมาผสมรวมกัน ช่วงหลังรับแต่งานโชว์ตัวมีเวลามากขึ้น ผมเลยเอาสิ่งเหล่านี้มาทำเกษตรผสมผสานบนที่ดินตัวเอง จนเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นตัวเชื่อมให้ชาวบ้านมีกิจกรรมต่างๆร่วมกัน”หนูกร ทีรวม หรือ เอกพล มนต์ตระการ นักร้องลูกทุ่งเจ้าของเพลงดัง “หยาดเหงื่อเพื่อแม่-นายร้อยหน้าลิฟต์-นั่งเฝ้าเขาจีบ” เล่าถึงที่มา ก่อนผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรอย่างจริงจัง กระทั่งกลายมาเป็นตัวประสานให้ชาวบ้านร่วมมือช่วยกันทำนาทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยว พร้อมกับใช้ที่ดินตัวเอง 30 ไร่ อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ทำศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การลดต้นทุนของที่นี่ ทำทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมดิน ไถกลบตอซัง หว่านพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบอีกครั้งพร้อมไปกับคลุกผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกไร่ละ 500-1,000 กก.จากนั้นส่งดินไปวิเคราะห์ตามหน่วยบริการของรัฐ เพื่อดูว่าดินมีแร่ธาตุอะไรเท่าใด ต้องเพิ่มอีกเท่าใด หากขาดตัวไหนจะเติมโดยสารชีวภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีส่วนการปลูกจะปักดำแบบประณีต ปลูกเป็นแถว เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต ระหว่างปลูกจะฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทำเอง สูตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉีดพ่นทางใบทุก 7-10 วัน ทำให้ข้าวโตไว แข็งแรง แตกกอดี“ทุกขั้นตอนผมจะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักร เพราะชาวบ้านแถบนี้ไม่ค่อยมีทุนเช่าซื้อ ผมจึงเป็นตัวกลางวางแผนให้ชาวบ้านไม่ปลูกข้าวพร้อมกัน เพื่อให้มีเวลามาช่วยปลูกในนาของเพื่อนบ้าน ช่วยกันทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมดิน ไปจนถึงเก็บเกี่ยว อาจใช้เวลามากกว่าเครื่องจักรทำ แต่สิ่งที่ได้ นอกจากประหยัดต้นทุนแล้ว เรายังเสมือนรื้อฟื้นประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวกลับมาอีกครั้ง ยิ่งทำให้ชาวบ้านสามัคคีกลมเกลียวกันมากขึ้น มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ดีกว่าหวังพึ่งแต่เครื่องจักร ทำให้คนห่างเหินกัน” ผลตามมา... ประหยัดค่ารถไถปรับดินไร่ละ 250-400 บาท ค่าหว่านข้าวไร่ละ 50-100 บาท หว่านปุ๋ยไร่ละ 200-300 บาท ค่าฉีดสารเคมีไร่ละ 200 บาท ค่ารถเกี่ยวไร่ละ 700 บาท รวมแล้วเซฟต้นทุนไปได้ไร่ละ 1,700 บาทที่สำคัญแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยเพราะแรงงานไม่ต้องจ้าง วัตถุดิบมีในสวนไร่นา ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยคอก พื้นที่ว่าง ทำเกษตรผสมผสาน มีทั้งขุดบ่อทำสระน้ำไว้ใช้ในนา เลี้ยงปลา ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผลตามฤดูกาล พืชผักสวนครัว รวมถึงพืชผักท้องถิ่น เลี้ยงเป็ด ไก่ หมู วัว ควาย นำมูลต่างๆ มาทำปุ๋ยคอกใช้ในไร่นา อาหารสัตว์ใช้ของที่ปลูกในสวนเอง เมื่อออกลูก เก็บส่วนหนึ่งไว้ทำพันธุ์ต่อ อีกส่วนก็ขายแม้จะไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็มีกินมีใช้ทุกวัน แถมได้บริโภคของที่สะอาดปลอดภัย ไร้สารพิษตกค้าง.กรวัฒน์ วีนิล