เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ ในรัชกาลที่ 5หม่อมหลวงพูนแสง ลดาวัลย์ สูตะบุตร เป็นอีกคนที่ติดตามละครดังถล่มทลาย บุพเพสันนิวาส ของ อรุโณชา ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา อย่างเหนียวแน่น พอกระแสของละครระบาด จนคนเรียกกัน ออเจ้า ท่านหมื่น ท่านขุน พระยา ฯลฯ กันทั่วทั้งเมือง พร้อมๆกับใครต่อใครก็ขยันแชร์เรื่องที่โยงกับตัวละครในแง่มุมต่างๆออกมาสารพัดสารเพอ่านเรื่องย่อนิยายเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" ทุกตอนได้ที่นี่ทำให้บรรดาน้องๆ หม่อมดิ๊ก-ม.ล.เติมแสง ลดาวัลย์ สรรพโส หม่อมดั๊ก-ม.ล.เพ็ญแสง ลดาวัลย์ หม่อมด็อก-ม.ล.ฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ และลูกชาย ดร.โจ๊ะ-ทวารัฐ สูตะบุตร และ โปรแจ๊บ-ตรีรัฐ สูตะบุตร ตลอดจนหลานตัวเล็กตัวน้อยอายุ 7 ขวบ พุทธิ โกศลกุล (หลานยาย หม่อมดิ๊ก-ม.ล.เติมแสง ลดาวัลย์ สรรพโส) ซึ่งเรียนอยู่ ร.ร.นานาชาติ Kis แต่ น้องอาจพุทธิ ติดละครเรื่องนี้มาก ต้องนั่งหน้าสลอน ฟัง หม่อมดุ๊ก เล่าถึงเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ในละครเพื่อให้ลูกหลานเข้าใจให้ถูกต้อง หม่อมดุ๊ก-พูนแสง กับรูปคุณยายเจ้าจอมสดับหม่อมดุ๊ก ซึ่งเป็นบุตรีของ ม.ร.ว.แสงสูรย์ ลดาวัลย์ และตอนเด็กๆ ถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในวังหลวงกับ คุณยายจอม–เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์ ซึ่งเป็นพี่สาวและเลี้ยง ม.ร.ว.แสงสูรย์ น้องชายคนเล็กมา (ท่านมีชื่อเสียงว่างามมาก และมีความสามารถทางขับร้องเพลงได้ไพเราะ จึงเป็นที่ทรงโปรดปราน และได้เป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายในรัชกาลที่ 5) หม่อมดุ๊ก จึงมีความเข้าใจเรื่องยศขุนนางดี และได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อให้เข้าใจกันถูกต้องว่า ยศถาบรรดาศักดิ์สูงสุด ที่สามัญชนพึงได้รับคือ สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งน่าจะเทียบระดับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาฯ ประธานองคมนตรี ในสมัยนี้ และระดับ เจ้าพระยา ก็คือระดับเสนาบดี เช่น เสนาบดีของเวียง วัง คลัง นา เช่น เจ้าพระยาโกษาธิบดี ก็คือ เสนาบดีกรมพระคลัง ซึ่งเทียบเท่ารัฐมนตรีในยุคนี้งานนี้ ดร.โจ๊ะ-ทวารัฐ ก็เลยได้รับมอบหมายให้แชร์เรื่องนี้ให้พี่น้อง คุณโจ๊ะ จึงต้องทำตารางเปรียบเทียบ และบอกต่อๆแฟนละครในตระกูล ว่าตำแหน่งแบบโบราณคงเปรียบเทียบ เป๊ะๆกับปัจจุบันไม่ได้ แต่ตามที่มารดาอธิบาย ก็น่าจะประมาณนี้คือ สมเด็จเจ้าพระยา= นายกรัฐมนตรี เจ้าพระยา= รัฐมนตรี พระยา=ปลัดกระทรวง (ซี 11) พระ=อธิบดี หลวง=รองอธิบดี ขุน=ผอ.กอง หรือ ผอ.สำนัก หมื่น=ข้าราชการชำนาญการพิเศษ (ซี 7 ซี 8 )--ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน คุณโจ๊ะ ก็คือ คุณพระโจ๊ะสำหรับประวัติของ ม.ร.ว.เจ้าจอมสดับ ด้วยกระแสละครย้อนยุค จึงเป็นที่สนใจอีกครั้งเพราะคลาสสิกโรแมนติกมาก ท่านเกิด พ.ศ.2433 เป็นธิดาในหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ กับ หม่อมช้อย เมื่ออายุ 11 ขวบ หม่อมยายได้พาไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนัก พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้ทรง พระเมตตาเลี้ยงดู ม.ร.ว.สดับ ให้เรียนหนังสือทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ งานฝีมือ ถ่ายทอดวิชาอาหารคาวหวานจนเชี่ยวชาญเหมือนพระองค์เอง นอกจากความงามเลื่องลือ ม.ร.ว.สดับ ยังมีเสียงไพเราะมาก จนเปรียบเทียบในบทพระราชนิพนธ์ ว่า “แม่เสียงเพราะเอย น้ำเสียงเจ้าเสนาะ เหมือนดังใจพี่จะขาด เจ้าร้องลำนำ ยิ่งซ้ำพิสวาท พี่ไม่วายหมายมาด รักเจ้าเสียงเพราะเอย” ม.ล.พูนแสง และครอบครัว ดร.โจ๊ะ-ทวารัฐ สูตะบุตรม.ร.ว.สดับ จึงได้รับความโปรดปราน ได้ถวายตัวเป็น เจ้าจอม ในรัชกาลที่ 5 และได้รับพระราชทานเครื่องประดับชิ้นประวัติศาสตร์ คือ กำไลมาศ เป็นกำไลทองคำแท้ หนักสี่บาท รูปตาปูโบราณไขว้กัน มีอักษร S (ชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) อีกด้านหนึ่ง กลับเป็นอักษร C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อที่สุดคือพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 5 ที่สลักไว้บริเวณด้านบนของกำไลว่า กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอยเมื่อ รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ท่านเป็นคนสุดท้ายที่ได้ร้องเพลง นางร้องไห้ และถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลที่ 9 ถือเป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายของราชวงศ์จักรี.โสมชบา