นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร ผอ.ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต กยท. เผยถึงการออกตรวจสวนยางพาราในหลายพื้นที่ พบว่า ต้นยางในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาหน้ายางตาย เป็นตะปุ่มตะปํ่า ลำต้นแตก รากแห้ง ยืนต้นตาย สาเหตุหลักๆมาจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดภัยแล้งติดกันหลายปี และเกิดไฟไหม้สวนยางดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ จึงขอเตือนพี่น้องชาวยางควรใส่ใจดูแลสวนยางให้มากขึ้น โดยเฉพาะสวนยางปลูกใหม่ และสวนยางต้นเล็กอายุไม่เกิน 3 ปี เพราะต้นยางอ่อนที่รับแดดแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อรับแสงแดดไหม้เสียหาย และโตช้ากว่าปกติ หากสวนไหนมีสภาพหน้าตาย ลำต้นแตก เป็นตะปุ่มตะป่ำ รากแห้ง แนะนำให้ใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตรา 1:2 ทิ้งไว้ 1 คืน นำไปทาตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นให้สูงจากพื้นดิน 1 เมตร เพื่อช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดด ป้องกันการสูญเสียน้ำของต้นยาง และช่วยป้องกันโรคแมลงที่อาจเข้าทำลายได้ หากพบเปลือกต้นยางที่ถูกเผาไหม้ แสดงอาการลำต้นแตกออกมา ให้ใช้มีดคมๆปาดเอาส่วนที่เสียหายออกไป จากนั้นทายาป้องกันเชื้อรา และใช้สารเคมีรักษาเนื้อไม้ทาซ้ำอีกครั้ง จะทำให้รอยแผลหายสนิทได้เร็วขึ้น แต่หากต้นยางได้รับความเสียหายเกิน 40% เกษตรกรควรรื้อสวนปลูกใหม่จะดีกว่าเสียเวลาเยียวยา” ผอ.ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนา การผลิต แนะนำ เพิ่มเติมอีกว่า ช่วงนับแต่นี้ไปอาจจะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้สวนยาง ดังนั้นควรทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในหน้าแล้ง เพราะวัชพืชที่แห้งตายจะเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟไหม้สวนยางได้เป็นอย่างดีพร้อมทั้งหาเศษวัสดุเหลือใช้ ซากวัชพืช หญ้าคา หรือฟางข้าว มาคลุมโคนต้นยางที่ทาน้ำปูนขาวไว้แล้ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน การหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้งได้ส่วนอีกวิธีการ อาจจะปลูกพืชแซมในสวนยาง อาทิ กล้วย สับปะรด และไผ่ เพราะจะช่วยให้ความ ชุ่มชื้นกับดิน และสร้างรายได้เสริมระหว่างช่วงปิดกรีดอีกทางหนึ่ง.