ช่วงเวลาหนาวสุดในรอบปีนี้ ตามที่กรมอุตุนิยม วิทยาประกาศอุณหภูมิช่วงวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นลงโดยทั่วไปกับมีลมแรงอุณหภูมิลดลง 4-6 องศาเซลเซียสโดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป ส่วนภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ส่งผลทำให้ในสัปดาห์นี้มวลอากาศจะเย็นลงต่อเนื่องถึงวันที่ 22 ธันวาคมและอาจเห็นพื้นที่สูงทางภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิลดลงเหลือเลขตัวเดียวอากาศหนาวเยือกปลายปี ขณะที่ปฏิทินเวลาก็กำลังเข้าโหมดนับถอยหลังสู่เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในอารมณ์ที่ประชาชนทั่วไปเริ่มเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด วางแผนท่องเที่ยว นัดจัดงานฉลองกันคึกคักถึงโอกาสพักเรื่องหนักๆเครียดๆจากการทำงานมาตลอดทั้งปีนี่คือจังหวะที่บรรยากาศทางการเมืองจะลดโทนความร้อนแรง กระแสแรงเสียดทานซาลงไปโดยอัตโนมัติ เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้พักหายใจหายคอโดยเฉพาะสถานการณ์ของ “สายล่อฟ้า” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่โดนแรงกระแทกต่อเนื่องมาตลอดทั้งปีจังหวะนี้แหละที่ปมแหวนเพชร ประเด็นนาฬิกาหรูจะซาลงชั่วคราวตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่กำลังไหล “เข้าเหลี่ยม” ของขบวนการตามไล่ล่าขุมทรัพย์ จัดหนักปฏิบัติการ “เซตฉาก” ประจาน “พี่ใหญ่” ผู้มากบารมีในทุกวงการเขี่ยหัวเชื้ออันตราย ยั่ว “จุดตาย” ปมทุจริตโดยสถานการณ์ต่อเนื่องมาจากคิวปรับ ครม.ที่เขย่าแล้วเขย่าอีก ยังไง “บิ๊กป้อม” ก็ไม่ร่วงภายนอกมองเหมือนเป็น “ตัวถ่วง” แต่ภายในก็แบบที่ “น้องเล็ก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ออกหน้ามาเคลียร์แทน “พี่ใหญ่” ประเด็นแหวนเพชรกับนาฬิกากฎหมายว่าอย่างไรก็ไปว่ากันตามขั้นตอน อย่าไปมองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน“สื่อนั่นแหละ หลายคนก็จ้องอยู่เช่นกัน เขาต้องการตีให้แตกออกจากผมก็รู้อยู่”ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์พูดด้วยว่า “ผมเองก็แข็งแรงเยอะ ถ้ายิ่งไม่มีคนอยู่ด้วยก็จะยิ่งดุกว่าเดิม จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่” เหมือนสื่อเป็นนัย การมี “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร มาคอยประคองรัฐบาล จะทำให้การบริหารอำนาจพิเศษเป็นอย่างประนีประนอม ตามสไตล์ “บิ๊กป้อม” ที่กว้างขวางทุกวงการนี่คือความจำเป็นที่ทำยังไง “พี่ใหญ่” ก็ไม่หลุดวงโคจรรัฐบาล“เสี้ยม” ยังไงก็ไม่แตกไม่แยกกัน3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์กอดคอมาตั้งแต่ต้น ก็ต้องแท็กทีมไปจนจบและตามรูปการณ์ที่ฝ่ายคุมอำนาจพิเศษยังล็อกกันแน่น ล้อกับการเดินแผนข้ามชอตไปถึงการคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั่นก็ทำให้ “นักเลือกตั้งอาชีพ” รุ่นเก๋าลายคราม ระดับนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขยับออกจากมุมที่ซุ่มโป่งมาหลายปีประเดิมด้วยมุกร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จี้จุดปมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.บริหารประเทศมา 3 ปี ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้และภาคอื่นลดลง“ตีธง” ให้ลูกข่ายได้รับรู้สัญญาณ การเคาะสนิม หวนคืนเวทีภายใต้ลีลาเก๋าๆของยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” จับทางได้ เป้าหมายแรกอยู่ที่การทิ่มหมัดตรงเข้าใส่ “จุดแข็ง” แฝงความเปราะบางของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผลิตซ้ำวาทกรรม ย้ำปมปัญหาปากท้องชาวบ้าน ตามเหลี่ยมดิสเครดิต ประจานทีมงาน “สมคิด” บ้อท่าในสถานการณ์อีกมุมก็เป็นจังหวะเตะตัดขา “สมคิด” ที่กำลังติดลมบน กับการผลักดันภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ตามสัญญาณเชิงบวกทั้งในมุมของตัวเลขจีดีพี ตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้น รวมถึงล่าสุด เวิลด์แบงก์ได้ประเมินประเทศไทยจะทำให้ฐานคนจนลดลงเป็นตัวเลขที่มาจากฐานข้อมูล ไม่ใช่แค่ลมปากลอยๆของนักการเมืองเรื่องของเรื่อง ถ้าปล่อยให้ “สมคิด” เดินหน้าได้ตามเป้ายุทธศาสตร์ โอกาสที่แต้มจะไหลไปทาง “นายกฯลุงตู่” เดินหมากเบิ้ลอำนาจพิเศษช่วงเปลี่ยนผ่านได้สะดวกขึ้นและจะทำให้นักการเมืองอาชีพทวงเวทีคืนยากไปกันใหญ่ประกอบกับสถานการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก ตามสภาวะการกั๊กเหลี่ยมอำนาจชิงการนำพรรคระหว่างทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส.ที่ส่อเค้าซ้ำรอยประวัติศาสตร์ “กลุ่ม 10 มกรา” ทำพรรคแตกยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” เลยต้องกระโดดออกมา “ขัดตาทัพ”การกลับมาของโคตรเซียนวัยดึก ก็ต้องมีลีลากระตุกเรตติ้งกันตามฟอร์มช็อตเดียวได้หลายเด้ง อีกทั้งการขยับของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ยังเป็นการนำร่องนักการเมืองอาชีพให้เดินหมากอย่างเป็นระบบในการวัดเชิงกับทหารแบบที่นายชวนกดดันเป็นเชิงสอนมวยอย่าเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก เพราะจะทำให้ชาวบ้านเบื่อนักการเมือง ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของ คสช.ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม แต่หากการปลดล็อกช้า เกิดปัญหา คสช.ห้ามบอกปัดความรับผิดชอบเหมือนจะหมอบ แต่ขู่ กดดัน วัดใจกันในทีตามเงื่อนสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ไม่ตอบโต้ แค่ยอมรับในความหวังดีของนายชวนนั่นก็เพราะไม่รู้จะมีเหลี่ยมแฝงอะไรสวนมาที่แน่ๆในสถานการณ์ต่อเนื่องกับการที่มวยรุ่นเก๋า มวยรุ่นใหญ่ เริ่มขยับออกมาเคลื่อนไหว เปิดเกมวัดใจกับรัฐบาลทหาร คสช. ก็เป็นจังหวะต่อเนื่องกัน กับประเด็นการ “เซ็ตซีโร่” พรรคการเมืองไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่หมดตามรูปการณ์ที่มีการเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อโละสมาชิก เริ่มต้นการตั้งพรรคใหม่กันทั้งหมด ไม่ให้เกิดปมเหลื่อมล้ำพรรคใหม่ พรรคเก่าส่อเค้าทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปว่ากันตามกระบวนการ ไม่น่าจะทันตามปฏิทินที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำสัญญาณประชาคม จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2561 และเข้าคูหากาบัตรปลายปีวนไปวนมา ก็หนีไม่พ้นเข้าเหลี่ยมยื้อเวลาของ คสช.โดยจังหวะสถานการณ์ เหมือน คสช.ตั้งท่าไปต่อ ท่ามกลางสภาวะ “ขาเดี้ยง” จากการโดน “เจาะยาง” ทั้ง “ขาหลัก” ด้านความมั่นคงคือ “บิ๊กป้อม” และ “ขาค้ำยัน” ด้านเศรษฐกิจอย่าง “สมคิด”เสี่ยงติดหล่ม ยางแตกได้ทุกขณะตามเงื่อนไขสถานการณ์ภายในประเทศ รัฐบาลทหาร คสช.ต้องเสียอาการทรงตัวเป็นพักๆแต่นั่นกลับสวนทางกับเงื่อนไขสถานการณ์ภายนอก เพราะล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) มีมติเห็นพ้องให้ฟื้นคืนการติดต่อทางการเมือง “ทุกระดับ” กับประเทศไทย หลัง จากระงับมานาน 3 ปี เพื่อแซงก์ชั่นกดดันกองทัพที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งนั่นหมายถึงยุโรปไม่สนสภาวะภายใต้รัฐบาลทหารไทยอีกต่อไปตามจังหวะไหลตามเกมของ “พี่เบิ้ม” อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ “นายกฯลุงตู่” ผู้นำรัฐบาลทหารของไทยเจรจาความทางการเมือง ธุรกิจการค้า ความมั่นคง กันอย่างชื่นมื่นแน่นอน ยุโรปก็ต้องการผลประโยชน์ตรงส่วนนี้เหมือนกันทั้งหมดทั้งปวงนั่นก็เพราะชัยภูมิที่ตั้งของประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการถ่วงดุลสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบันชาติมหาอำนาจทั้งตะวันตกและเอเชียจำเป็นต้องพึ่งพาไทยเป็นฐานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์นี่คือสถานการณ์ที่เกมอำนาจโลกเอื้อต่อการเมืองแบบไทยๆ“เสียใน” แต่ “ได้นอก” ถึงตรงนี้มันก็อยู่ที่กึ๋นของรัฐบาล “ลุงตู่” โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของ “สมคิด” จะหยิบฉวยโอกาสทองได้มากน้อยแค่ไหนเพราะนั่นจะแปรผันโดยตรงกับสภาวะสู้แรง เสียดทานภายในเรื่องของ “เก่งบวกเฮง” ที่มาพร้อมๆกัน มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ.“ทีมการเมือง”