สัปดาห์ที่แล้ว ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ Money&Banking Awards 2017 ให้ ผู้บริหารระดับสูง ธนาคารสถาบันการเงิน บริษัทจดทะเบียน ครอบคลุมทั้ง ตลาดเงิน ตลาดทุน จัดโดยวารสาร “การเงินธนาคาร” ท่ามกลางผู้บริหารระดับสูงมากมาย ในงานมีแต่เสียงหัวเราะและการสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุข มีแต่เสียงปรบมือแสดงความชื่นชม และเสียงแสดงความยินดีกับผู้บริหาร และสถาบันการเงินที่ได้รับรางวัลดร.สมคิด กล่าวหลังการมอบรางวัลหลายสิบรางวัลว่า“ท่านทราบไหมครับว่า ตอนที่ผมยืนให้รางวัลอยู่ ผมได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงโห่ร้องยินดี ผมนึกในใจว่า โอ้โห ถ้าเมืองไทยของเรามีแต่อย่างนี้ มันจะเจริญขนาดไหน ท่านอาจจะไม่รู้ว่า พวกท่านมีพลังเยอะขนาดไหน ท่านลองดูนะ แบงก์ทุกแบงก์ บริษัทหลักทรัพย์ทุกบริษัท กองทุนทุกกองทุน บริษัทประกันทุกแห่ง ท่านลองรวมสินทรัพย์บุคลากร รวมความสามารถทั้งปวงที่มีอยู่ ท่านนึกดูสิว่า นี่ขนาดยังไม่ได้รวมบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเอ็มเอไอนะ ในใจของผมก็คิดว่า ทำอย่างไรที่จะให้พลังตรงนี้สามารถไปช่วยประเทศได้ในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้”ก็เป็นความจริงอย่างที่ รองนายกฯสมคิด ท่านพูด พลังเอกชนไทย ยิ่งใหญ่จริงๆผมไปดูกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในรอบ 5 ปี พบว่าบริษัทจดทะเบียน 567 บริษัท มีกำไรสุทธิ 461 บริษัท รวมกำไรสุทธิ 908,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30.4% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิของปี 2558 จากยอดขายรวม 10.125 ล้านล้านบาท ไล่จี้จีดีพีของประเทศไปติดๆและใน 3 เดือนแรกปีนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำกำไรสุทธิรวมไปแล้ว 284,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21.36% จาก ยอดขาย 2.705 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12.28% ยอดขายและกำไรสุทธิปีนี้เพิ่มขึ้นสูงตั้งแต่ไตรมาสแรกเลยทีเดียวเมื่อไปดู Market Cap หรือ มูลค่าหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ราคาปิดล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม 2560 ตลาดหลักทรัพย์ SET มีมูลค่าหลักทรัพย์รวมกว่า 15,562 ล้านล้านบาท มากกว่าจีดีพีประเทศไทยทั้งประเทศ และ ตลาดหลักทรัพย์ MAI มีมูลค่าหลักทรัพย์รวมกว่า 313,258 ล้านบาทรวมสองตลาดมูลค่าหลักทรัพย์รวมจะอยู่ที่ 15,875 ล้านล้านบาทนี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของภาคเอกชนไทย มูลค่าหลักทรัพย์ 15,875 ล้านล้านบาทนี้ เป็นมูลค่าจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียง 567 บริษัท และจากตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไออีก 138 บริษัท เท่านั้น ยังไม่นับรวมบริษัทนอกตลาดอีกนับล้านบริษัท ไม่นับรวม กองทุนรวม บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย อีกไม่รู้กี่ล้านล้านบาท เงินฝากในระบบธนาคารอีก 12,516 ล้านล้านบาท สินเชื่อในระบบธนาคารอีก 11.44 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากวารสาร การเงินธนาคาร ฉบับกรกฎาคม)เห็นตัวเลขแล้ว ผมก็ต้องร้อง โอ้โห เหมือน ดร.สมคิด ภาคเอกชนไทยมีพลังยิ่งใหญ่มหาศาลจริงๆ ถ้าทุกคนลงทุนในเมืองไทยเต็มที่ ประเทศไทยจะเจริญขนาดไหนแต่ทุกวันนี้ ประเทศไทยก็ยังเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยไม่ได้ ปัญหาทุกอย่างติดอยู่ที่ “ระบบรัฐข้าราชการ” อย่างที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร “พระสยาม” ที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังวันก่อนอุปสรรคใหญ่ ของ ประชาธิปไตย สังคม และ เศรษฐกิจไทย ก็คือ กฎหมายที่ข้าราชการไทยเป็นผู้ร่างขึ้นถึง 99% โดยมุ่งที่จะ รักษาอำนาจของตัวเอง (ข้าราชการ) จนกลายเป็น อุปสรรคใหญ่ในการพัฒนาประเทศทุกด้านทางแก้ ดร.บวรศักดิ์ บอกว่าง่ายนิดเดียวครับ ก็แค่เอากฎหมายที่เป็นอุปสรรคออกไป ทำให้การประกอบธุรกิจง่ายขึ้น ถ้ารัฐบาลนี้ทำสำเร็จ ผมเชื่อว่าเราจะได้ยิน “เสียงหัวเราะ” อย่างที่ ดร.สมคิด รองนายกฯ อยากได้ยินแน่นอน และประเทศไทยก็จะก้าวพ้นจาก กับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ ประเทศที่ร่ำรวย ได้อย่างแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”