ไลฟ์สไตล์
100 year

ทุนจีนประชิดชายแดนพม่า ชิงผลประโยชน์มหาศาล

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
2 เม.ย. 2564 05:01 น.
SHARE

“กองกำลังความมั่นคงเมียนมา” ยังคงเดินหน้าใช้กำลังเข้าปฏิบัติการปราบปราม “สลายการชุมนุมผู้ต่อต้านรัฐประหารใน 40 เมืองทั่วประเทศ” ที่มีสัญญาณแนวโน้มทวีความรุนแรงสูงขึ้น

นับแต่ “สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา” ออกประกาศเตือนว่า “ประชาชนควรเรียนรู้จากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพราะตัวท่านเองก็อาจจะถูกยิงเข้าที่ศีรษะหรือหลังเช่นกัน” คำประกาศนี้ถูกเผยแพร่ 1 วันก่อน “พิธีฉลองครบรอบ 76 ปี วันกองทัพเมียนมา” ในวันที่ 27 มี.ค.2564

ข่าวแนะนำ

เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ปลดปล่อยเมียนมา ขับไล่กองทัพญี่ปุ่นผู้รุกรานในปี 1945

ด้วยเหตุนี้วันแห่ง “พิธีฉลองครบรอบ 76 ปีฯ” ที่มีการสวนสนามโชว์แสนยานุภาพของกองทัพ ที่กรุงเนปิดอว์ “พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำหมายเลข 1 เมียนมา ประกาศว่า กองทัพจะปกป้องประชาชาติต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และปกป้องประชาชน ฟื้นฟูสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ

ตรงกันข้ามวันเดียวกันนี้ “กองกำลังความมั่นคง” กลับปฏิบัติการปราบปรามการชุมนุมรุนแรงขึ้นในพื้นที่ 40 เมืองทั่วประเทศ “สำนักข่าวต่างประเทศ” รายงานผู้เสียชีวิต 114 ศพ ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 440 ศพแล้ว

ท่ามกลาง “ประเทศชาติตะวันตก” ออกคว่ำบาตรกดดันเมียนมา ส่วน “กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์” แถลงการณ์ประณามกองทัพเมียนมาใช้กำลังอาวุธปราบปรามประชาชน ส่งกำลังติดอาวุธดูแลความปลอดภัยตามมา

และตามแนวชายแดนเมียนมา-ไทย เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยูเพิ่มกำลังติดอาวุธโจมตีฐานปฏิบัติการทหารเมียนมา เช่น ฐานปฏิบัติการกองพันที่ 73 ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งระเบิดรถยนต์ลำเลียงเสบียงสกัดกั้นตัดเส้นทางหลายจุด คาดว่า “กองทัพเมียนมา” อาจใช้กำลังเข้าปราบปรามเร็วๆนี้

ผศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ประธานหลักสูตรภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร มองว่า ตอนนี้การค้าชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก เปิดผ่านแดนตามปกติ ยึดหลักระเบียบ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และอนุญาตสินค้าบางประเภท ตาม พ.ร.บ.กักพืช ก.เกษตรฯ การนำเข้าสินค้าส่งออก ก.พาณิชย์

โดยเฉพาะเครื่องอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่น่าสังเกตการลำเลียงสินค้าผ่านเข้า–ออกช่วงนี้มักเป็น “รถบรรทุกไทย” เข้าไปเทียบท่าโกดังในเมืองเมียวดีเป็นหลักจำนวนมาก

สาเหตุเพราะ “การส่งออกสินค้าเมียนมา” ถูกล็อกเป็นอัมพาตจากความขัดแย้งในประเทศ “กองกำลังชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร” ตัดเส้นทางขนส่งหลายจุดในเขตปกครองตนเอง ทำให้ส่งออกไม่ได้ตามปกติ

ย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการส่งออกสินค้าโดยตรง “ผู้ประกอบการภาคธุรกิจเมียนมา” ต่างปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ และมุ่งมายัง “เมืองเมียวดี” ในการใช้ “ประเทศไทยทางผ่าน” เป็นศูนย์กลางเปลี่ยนถ่ายกระจายสินค้าชั่วคราว เพื่อส่งออกยังท่าเทียบเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ไปยังประเทศปลายทางต่อไป

อีกส่วน “สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค” ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของ 2 ประเทศ ตามที่สำรวจ “ผู้ประกอบการบางส่วน” ต่างหันมาเลือกใช้บริการ “ขบวนการขนส่งสินค้าสีเทา” เริ่มมีความเคลื่อนไหวกันอย่างเข้มข้นมากขึ้นแล้ว ดังที่เคยเห็นภาพ “ยุคตลาดมืดตามแนวชายแดน” ลักลอบขนสินค้าหนีภาษีได้หวนกลับมาอีกครั้ง

เรื่องนี้ “ภาคประชาชนระดับพื้นถิ่น” ตามท่าเรือขนส่งสินค้าช่องทางต่างๆ ต่างได้รับอานิสงส์ครั้งนี้ด้วยเหตุ “ระบบเส้นทางขนส่งสินค้าปกติ” ไม่อาจเดินได้ เพราะโควิด-19 ทำให้ด่านถาวรถูกปิดกั้นตรวจสอบเข้มงวด

ทำให้ช่วงนี้ “ท่าเรือชายแดนเมียนมา–ไทย” ถูกใช้เป็นจุดลักลอบลำเลียงสินค้าหลายระดับอย่างคึกคัก ตั้งแต่สินค้าการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอิทธิพลของชนกลุ่มน้อยทั้งสิ้น

ถ้าพูดถึง...“เศรษฐกิจตามแนวชายแดนเมียนมา” ก่อนหน้านี้ในปี 2558 “นักธุรกิจจีน” เข้ามามีบทบาทสำคัญ “ในการสร้างเมืองแห่งใหม่ หรือ เมืองโก๊กโก่” ในพื้นที่ จ.เมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก มูลค่าการลงทุนราว 4 แสนล้านบาท มีทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ สถานบันเทิง เต็มรูปแบบ

อนาคต “เตรียมรับนักลงทุนคนจีนกว่า 1 ล้านคนในปี 2567” ที่เป็นพื้นที่เขตอิทธิพลกองกำลังพิทักษ์ชายแดน BGF ภายใต้สมาชิกกองทัพเมียนมา ที่ได้รับผลประโยชน์จากการก่อสร้างเมืองนี้อย่างไม่เป็นทางการมหาศาล จนถูกกองทัพเมียนมากดดันอย่างหนัก ล่าสุดมีข่าวว่า BGF ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกเมื่อต้นปี 2564

ประเด็น...“ธุรกิจจีนตามชายแดนเมียนมา” มีบทบาทชัดเจนมาตั้งแต่ “พรรคเอ็นแอลดี” เข้ามาบริหารประเทศ โดยมี “อองซาน ซูจี” เคยเข้าร่วมหารือกับ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ต้องการขยายอิทธิพลอาศัย “เมียนมาเป็นฐานการผลิต” ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการส่งออกสินค้าออกไปทั่วโลก

การนี้ในช่วง 4-5 ปีมานี้ “กลุ่มลงทุนจีน” ต่างได้เข้ามาร่วมลงทุนใน “เมียนมา” ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่ตั้งในเขตชนกลุ่มน้อยหลายจุดแล้วตามแนวชายแดนเมียนมา-ไทย มีมูลค่าการลงทุนมหาศาลในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สร้างที่อยู่อาศัย โรงแรม อาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า จนกลายเป็นเมืองชาวจีนด้วยซ้ำ

แม้ว่า “รัฐบาลกลางเมียนมา” เป็นตัวแทนการลงนามร่วมมือ “ภาคธุรกิจจีน” แต่ในภาคปฏิบัติการแล้ว “การดูแลความปลอดภัย หรือรักษาความสงบให้กับนักลงทุนจีน” ต้องเป็นหน้าที่ “กองกำลังท้องถิ่น” มีส่วนเป็นผู้ดูแลเช่นกัน ทำให้ต้องได้รับการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ตามมานี้

โครงการเมืองใหม่จีนนี้ “กองกำลังชาติพันธุ์” กลับได้ผลประโยชน์ร่ำรวยไปก่อน ตั้งแต่การตั้งโรงงาน การนำเข้าวัสดุงานก่อสร้างที่มาจากทั้งไทย และจีน เพราะเมื่อเข้าพื้นที่ “กองกำลังท้องถิ่น” ต้องดูแลความสะดวกเชิงพื้นที่มี “เงินเปอร์เซ็นต์จ่ายเป็นค่าคุ้มครองเสมอ” นับตั้งแต่ก่อสร้างเมืองใหม่ชายแดน เพราะ “ไม่จ่ายเงิน” มักเกิดปัญหาดำเนินธุรกิจไม่ราบรื่นแน่นอน เช่น “ด่านสิงขร” ไม่อาจเชื่อมต่อไปยัง “ด่านทวาย” กันได้ เป็นต้น

เพราะกองกำลังชาติพันธุ์บางกลุ่มไม่เปิดทางให้มีการลงทุนขึ้นได้ แม้ว่า “รัฐบาลกลาง” ลงนามร่วมลงทุนกับต่างชาติก็ตาม แต่ว่า “กองกำลังท้องถิ่น” ไม่เปิดทางให้ทุกอย่างก็จบลง ด้วยเหตุ “เมียนมา” มีลักษณะการปกครองต้องเป็นไปตามเขตอิทธิพลกลุ่มชาติพันธุ์ “รัฐบาลกลาง” ไม่อาจควบคุม “ท้องถิ่น” เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้

ย้ำว่า...“กองกำลังชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อย” จึงได้สิทธิประโยชน์ฐานะเจ้าของพื้นที่ส่งเสริมให้สถานภาพ “อำนาจอิทธิพล” แข็งแกร่งสูงมากขึ้นจน “กองทัพเมียนมา” ต้องเฝ้าระวังกลุ่มชาติพันธุ์ยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ

ส่วน...“เขตอิทธิพลแนวชายแดนเมียนมา–ไทย” แบ่งเป็นหลายกลุ่ม เช่น ฝั่งเมียนมาตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน-แม่ระมาด จ.ตาก เขตอิทธิพล KNU ฝั่งเมียนมาตรงข้าม อ.แม่ระมาด-อ.พบพระ เป็นเขตอิทธิพล BGF

เรื่องนี้เกิดขึ้น 2-3 ปีมานี้ตั้งแต่ “จีน” แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา “ลงทุน” ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเมียนมา และ สปป.ลาว แต่การลงทุน “สปป.ลาว” ถูกควบคุม “ผู้ว่าฯ แขวง” กำกับเป็นตาม “รัฐบาล” กำหนดไว้ โดยเฉพาะ นักลงทุนจีน ใน สปป.ลาว” มีการลงทุนค่อนข้างสูง เพราะมีแผนเชื่อมเส้นทางการค้าเข้า “กัมพูชา” โดยตรง

งานนี้ทำให้ “ประเทศไทย” พยายามผลักดันเชื่อมเส้นทางการค้าร่วมกับจีนเช่นกัน ด้วยการเปิดเส้นทางบก และทางรถไฟ ทั้งเปิดเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนหลายแห่ง เพื่อลดกฎระเบียบต่างๆ “ดึงนักธุรกิจจีน เข้ามาลงทุนในอนาคตนี้ “กระทรวงพาณิชย์” ก็ผลักดันให้สินค้าท้องถิ่น สามารถค้าขายระหว่างประเทศได้เช่นกัน

มิเช่นนั้น “จีน” อาจเชื่อมต่อถนนการค้าจาก “สปป.ลาวเข้ากัมพูชาตรงไปเวียดนาม” โดยตรงก็ได้

ทว่า “รัฐบาลทหารเมียนมา” เข้ามาบริหารการปกครองโดยเบ็ดเสร็จเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลให้รูปแบบการลงทุนของ “นักธุรกิจต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในเมียนมา” เปลี่ยนแปลงใหม่ในอนาคต “ไม่มากก็น้อย” ที่อำนาจบริหารจัดการอาจอยู่ภายใต้ “รัฐบาลกลาง” โดยตรงทั้งหมดก็ได้ เรื่องนี้คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ตามกระแสสื่อไทยมองว่า “กองกำลังชาติพันธุ์ร่วมกลุ่มต่อต้านทหารเมียนมาจริง” แต่เชื่อเป็นลักษณะรักษาเขตอิทธิพลตัวเอง หรือดูแลความปลอดภัยพลเรือน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่จะเข้ามาในอนาคต ที่ไม่ใช่เป็นลักษณะการเคลื่อนกำลังพลเข้าโจมตีกองทหารเมียนมา “กลางเมือง” อย่างแน่นอน

แน่นอนว่า...“กองทัพเมียนมาทำรัฐประหาร” ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่น “นักลงทุนต่างชาติตะวันตก” ต่างหยุดการลงทุนกดดัน “ระงับทำธุรกิจการค้า” ทุกประเภทแล้ว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งในระบอบ “ประชาธิปไตย” ที่ชัดเจน.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประท้วงพม่าชายแดนพม่านักลงทุนจีนนักธุรกิจจีนเมียวดีแม่สอดจ.ตากสกู๊ปหน้า1

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 13:59 น.