“กระทรวงเกษตรตัวดี ไม่เลิกสารพิษ พบสต๊อกมหึมา” พาดหัวข่าวหน้า 1 ไม่ใหญ่ไม่เล็ก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม 2562...บันทึกช่วยจำ จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งไม่แน่ว่าอาจสืบสาวเชื่อมโยงไปถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง...เหตุไฉน? ประเทศไทยจึงไม่แบน 3 สารเคมีอันตรายเสียทีภาคประชาสังคมต่อสู้กันมายาวนานกับ “มติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย 3 ชนิด...พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส” ในสารเคมีกำจัดศัตรูพืชศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แผนกประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทยสะท้อนข้อมูล...หนังสือของนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เปิดเผยว่า เมื่อได้นำร่างหนังสือของกรมวิชาการเกษตร (วันที่ 17 กันยายน 2562)ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของนางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ที่ได้เสนอต่อประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาแบน พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส นำมาปรึกษา...นำมาหารือนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562ปรากฏว่า...นายเฉลิมชัยได้เสนอแนะให้กระทรวงเกษตรฯ “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้” สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดแทน ชี้ให้เห็นว่า... ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑาสิ่งที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ “ขัดแย้ง” กับ “คำแถลง” ล่าสุดของเขาหรือไม่?คำแถลงผ่านคลิปวิดีโอเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ระบุว่า “กรณีสารพิษ 3 ตัว ผมเองยืนยันโดยเบื้องต้นได้เลยว่า ผมไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารนี้” ผลที่เกิดขึ้น...จึงสร้างความสับสนและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่รอเห็นการแบนสารพิษร้ายแรงดังกล่าวเพื่อยืนยันว่าในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงทั้ง 3 ชนิดจริง นายเฉลิมชัยสามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้หนึ่ง...ปฏิเสธว่าหนังสือที่ลงนามโดยนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน ที่อ้างข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้ “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้” เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2562 นั้น เป็นความเข้าใจผิดหรือการสื่อสารที่ผิดพลาดของรองปลัดฯ และเรียกคืนหนังสือดังกล่าวโดยเร่งด่วนเพราะนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯคือ “ไม่สนับสนุนการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิด” ดังคำแถลงล่าสุดสอง...ทำจดหมายอย่างเป็นทางการในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนข้อเสนอของ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ถึงประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิดพร้อมสั่งการและมอบนโยบายอย่างเป็นทางการต่อผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ 5 คนที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เพื่อให้ลงมติให้แบนสารพิษร้ายแรงทั้ง 3 ชนิด (พิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง) ตามนโยบายของกระทรวงขีดเส้นใต้ตัวหนา...กันให้ชัดๆ “การโยนการตัดสินใจในการแบนสารพิษร้ายแรงว่าเป็นบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทั้งๆที่กระทรวงเกษตรฯเป็นผู้กำกับดูแลการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิดโดยตรง อีกทั้งตนเองมีหน้าที่ในการกำกับหน่วยงาน 5 หน่วยงานที่เป็นกรรมการวัตถุอันตราย 5 คน...แต่กลับไม่ดำเนินการนั้น นอกเหนือจากไม่ส่งผลดีต่อนายเฉลิมชัยแล้ว แต่จะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และจะมีผลต่อการเลือกตั้งในระดับต่างๆที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วย”ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ควรทราบว่า ผลโหวตของประชาชนเกี่ยวกับกรณีการแบน 3 สารพิษร้ายแรงที่ดำเนินการโดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2562 ที่ผ่านมานั้น...มีประชาชนมากถึง 82% สนับสนุนให้มีการ “แบนสารพิษ” และมี “ผู้คัดค้าน” เพียง 12% เท่านั้น“เราขอเรียกร้องให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และพรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนและพิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำว่าต้องการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทสารพิษ”ปรากฏการณ์การเมืองหรือจะเป็นการสับขาหลอกก็ว่าไป...เงื่อนปัญหานี้ต้องติดตามดูแต่ละจังหวะอย่าได้กะพริบตา เพราะหลังจากคลิปคำแถลงของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ระบุการแบนสารพิษร้ายแรงเป็นบทบาทของกรรมการวัตถุอันตรายและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า “แบนสารพิษแน่”นับรวม รมว.สาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม รมช.เกษตรฯ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ล้วนยืนยันสนับสนุนการ “แบน” แน่นอนแล้ว คำถามสำคัญมีว่า...ตอนนี้เหลือใครที่ยังไม่แน่?คณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกอบด้วยตัวแทน 29 หน่วยงาน ได้แก่ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม, เลขาธิการ สนง.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนกระทรวงกลาโหม, เลขาธิการ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ, ผู้แทนกระทรวงคมนาคม, อธิบดีกรมการขนส่งทางบกอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน, อธิบดีกรมการค้าภายใน, อธิบดีกรมประมง, อธิบดีกรมปศุสัตว์, อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร, ผู้แทน สนง.มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิชากฎหมาย, ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิชาเคมี, ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์, ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาวิทยาศาสตร์, ผู้แทนองค์การสาธารณประโยชน์ ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน, ผู้แทนองค์การสาธารณประโยชน์ ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายท้องถิ่น, ผู้แทนองค์กร ด้านสิ่งแวดล้อม, ผู้แทนองค์กร ด้านคุ้มครองผู้บริโภค (คนที่ 1), ผู้แทนองค์กร ด้านคุ้มครองผู้บริโภค (คนที่ 2), อธิบดีกรมการแพทย์อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, อธิบดีกรมควบคุมมลพิษและอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเอาเป็นว่า...ศัตรูพืชทุกชนิด ทั้งหญ้า ทั้งโรคพืชและแมลง มีความสามารถในการปรับตัว ดื้อทนต่อสารพิษเดิมๆ ยิ่งนานวันผ่านไป ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนต่างยิ่งต้องเพิ่มปริมาณ เพิ่มความเข้มข้นในการใช้สารพิษ...ปัญหาไม่มีวันจบสิ้น...พ่อค้ารวยขึ้นทุกวัน ส่วนความจนและความตาย...ใครรับไว้ล่ะ?ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ ย้ำว่า เรื่องต่างๆดูมันยุ่งวุ่นวาย อ้างนั่น...นู่น...นี่ กฎหมาย กรรมการ อนุกรรมการสารพัด...คิดตรงไปตรงมาได้หรือไม่“คนตาย คนป่วย อาหารปนเปื้อน คนท้อง ลูกในท้องสะสมพิษ...เนื้อเน่า มะเร็ง โรคจิปาถะ เขมรเลิกมา 17 ปี...ลาวเป็น 10 เวียดนามก็เลิก... มาเลย์เลิกทันที...เขาทำได้เพราะเขาคิดถึงชีวิต”มาตรการทดแทนมีหรือไม่? คำตอบคือ...“มี”...และมีแบบไม่เมามันด้วยสารเคมี เอาเป็นว่าสั้นๆง่ายๆ “คิดแบบบ้านๆก็พอแค่ตั้งใจที่จะทำ...เท่านั้น”เพื่อชีวิตคนไทยลูกหลานไทย ร่วมลงขันคว่ำ ปลดล็อก “แผ่นดิน ไทย” ให้พ้นจาก...“สารพิษ”.