โรคงูสวัด หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Herpes Zoster, Shingles เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อ ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เชื้อนี้แพร่กระจายโดยการสัมผัสโดยตรง เช่น การสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยผู้ที่ได้รับเชื้อครั้งแรกจะเกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อหายจากโรค เชื้อนี้ยังไม่หมดไปจากร่างกายแต่จะไปหลบอยู่ที่บริเวณปมประสาทจนเมื่อผู้ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เช่น การเจ็บป่วยหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อนี้ก็จะถูกกระตุ้นให้ออกจากปมประสาทมาก่อโรคบริเวณผิวหนังที่ปลายประสาทมาเลี้ยง อาการของโรค เริ่มตั้งแต่เกิดเป็นตุ่มน้ำใส มีอาการปวดแสบปวดร้อน ตุ่มน้ำใสนี้จะคงอยู่ประมาณ 5 วัน จากนั้นจะตกสะเก็ดและหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาท อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการปวดเส้นประสาท พบได้ถึงประมาณ 40% ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแปลบบริเวณที่เกิดตุ่มน้ำใสหลังจากที่ตุ่มน้ำใสหายไปแล้ว อาการปวดนี้จะคงอยู่หลายเดือน หรือถ้าเชื้อเข้าสู่ตาอาจทำให้ตาบอดได้ อาการแทรกซ้อนที่สำคัญอีกอย่าง คือ การที่เชื้อเคลื่อนออกจากปมประสาทเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดสมองอักเสบ (VZV encephalitis) อาการส่วนมากจะเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งถ้าทำการรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงานว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสงูสวัด 1 ล้านรายต่อปี ครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอาการงูสวัดมีอายุมากกว่า 60 ปีใครบ้างที่มีความเสี่ยงจะเป็นงูสวัด...คำตอบคือ ทุกคนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคงูสวัด และยิ่งอายุมากขึ้นก็มีโอกาสเป็นได้มาก เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายที่ลดลง โดยอุบัติการณ์การเกิดงูสวัดจะพบประมาณ 30% ในประชากรทั่วไป และจะเพิ่มถึง 50% ในผู้ที่มีอายุถึง 85 ปีวิธีป้องกันโรคงูสวัดที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ...นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคงูสวัดประมาณ 0.26 รายต่อประชากร 1,000 คน ในจำนวนนี้ 53.6% มีอายุมากกว่า 45 ปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 50-90 ปี โดยพบ 11 ราย ต่อประชากร 1,000 คนนอกจากนี้ยังพบว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด มักจะมีอาการปวดตามมาในเวลา 3 เดือน หลังเกิดอาการงูสวัด โดยมักจะมีอาการปวดตามผิวหนัง บริเวณที่เคยอักเสบมีผื่นหรือตุ่มน้ำจากงูสวัด มีอาการแสบร้อน ปวดแปลบๆคล้ายถูกไฟช็อต ร่วมกับอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทรับความรู้สึก เช่น ชา คันยุบยิบผิดปกติ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการตอบสนองที่เส้นประสาทถูกทำลายในช่วงที่มีการอักเสบจากงูสวัด สำหรับเรื่องวัคซีน คุณหมอมานัส บอกว่า แม้ว่าผู้ป่วยงูสวัดส่วนหนึ่งที่มีอาการปวดจากงูสวัด จะมีอาการดีขึ้นและหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แต่การป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดปลายประสาทจากงูสวัด ทำได้โดยการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด ก็คือ การฉีดวัคซีน“แนะนำให้กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสงูสวัด เพราะจากการศึกษาพบว่า การได้รับวัคซีนสามารถลดอุบัติการณ์การเกิดงูสวัดได้ถึง 51.3% และลดอุบัติการณ์การเกิดอาการปวดปลายประสาทจากงูสวัดได้ถึง 66.5%” รองอธิบดีกรมการแพทย์บอก ทั้งนี้ ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน เท่าที่มีการศึกษาพบว่าไม่รุนแรง โดยพบอาการข้างเคียง ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับวัคซีน อาการที่พบ บ่อยคือ บวมแดง และคันในตำแหน่งที่ฉีดวัคซีน ไม่ต่างกับการฉีดวัคซีนตัวอื่น ซึ่งอาการนี้จะพบได้ใน 1-2 วันแรกหลังฉีดและจะหายไปได้เอง และผลข้างเคียงอื่นที่พบได้คืออาการปวดศีรษะ ซึ่งพบแค่ประมาณ 1 ใน 70 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนนอกจากผู้สูงอายุแล้ว ผู้ที่มีความเสี่ยงและควรฉีดวัคซีนงูสวัด ได้แก่ ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ, ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี, ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี, ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน และผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต เนื่องจากคนกลุ่มนี้หากป่วยด้วยโรคงูสวัดจะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติส่วนผู้ที่ไม่ควรฉีด เช่น ผู้ที่แพ้เจลาติน หรือยานีโอ-มัยซิน หรือแพ้ส่วนประกอบต่างๆของวัคซีน, ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยรังสี หรือผู้ป่วยมะเร็งเกี่ยวกับไขกระดูกหรือระบบน้ำเหลือง หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ต้องการตั้งครรภ์ ควรเว้นระยะห่างจากวันที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เป็นไข้หรือป่วยควรรอให้หายดีก่อนได้รับวัคซีนวัคซีนงูสวัดฉีดเพียง 1 เข็มครั้งเดียวไม่ต้องกลับมาฉีดอีก สามารถป้องกันได้ตลอดชีวิต.