มีคนเคยว่าไว้ “ทางออก” ก็คือทางที่เราเดินเข้ามาแล้วกลับหลังหันเดินออกไป...ถ้าตรรกะในการหาทางออกมันทั้งสั้นและง่ายเช่นนั้นจริง ทั้ง 13 นักฟุตบอล “ทีมหมูป่าอะคาเดมี” คงไม่ต้องติดแหง็กเป็นแรมเดือน อยู่ใน “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” ที่เชียงราย จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกแต่เพราะในโลกแห่งความจริง บ่อยครั้งที่หนทางซึ่งนำเราเดินไปสู่วังวนของปัญหาถูกปิดกั้นหรือมีอุปสรรคจนเราไม่อาจย้อนกลับไปออกทางเดิมที่เดินเข้ามาแต่แรกได้ จึงต้องหาช่องทางอื่นแทนบางคนใช้ธรรมะเป็นแสงสว่างนำทางแล้วได้ผล บางคนใช้สติปัญญา ความสามารถ และน้ำอดน้ำทน ค่อยๆคลำหาไปเรื่อยจนพบทางออกสำเร็จแต่สำหรับบางคน...มืดมิดไปหมด 8 ด้าน คิดได้แค่ว่า “ความตาย” เท่านั้นคือ ทางออกจากการจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดในโลกประจำปี 2018 โดย World Population Review ซึ่งสำรวจและเก็บข้อมูลการฆ่าตัวตายใน 177 ประเทศทั่วโลกระบุว่า ปีที่แล้วประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก คือ ศรีลังกา (ทวีปเอเชีย) อยู่ที่อัตรา 35.3 คน ต่อประชากร 1 แสนคนอันดับ 2 คือ ลิทัวเนีย อยู่ที่อัตรา 32.7 คน/ประชากร 1 แสนคน อันดับ 3 ได้แก่ กายอานา 29 คน/ประชากร 1 แสนคน อันดับ 4 เกาหลีใต้ (ทวีปเอเชีย) เท่ากันกับ มองโกเลีย (ทวีปเอเชีย) มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 28.3 คน/ประชากร 1 แสนคนอันดับ 6 คือ คาซัคสถาน (ทวีปเอเชีย) อยู่ที่อัตรา 27.5 คน อันดับ 7 ซูรินัม 26.6 คน อันดับ 8 เบลารุส 22.8 คน อันดับ 9 อิเควทอเรียลกินี 22.8 คน อันดับ 10 โปแลนด์ มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 22.3 คน/ประชากร 1 แสนคน เทียบกับ รัสเซีย หรือแดนหมีขาว มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่อันดับ 16 ของโลก ด้วยอัตรา 20.1 คน/ประชากร 1 แสนคน ญี่ปุ่น (ทวีปเอเชีย) อยู่อันดับที่ 18 ของโลก ด้วยอัตรา 19.7 คน สหรัฐอเมริกา อยู่อันดับที่ 38 ของโลก ด้วยอัตรา 14.3 คนลาว (เอเชีย/อาเซียน) อันดับที่ 47 ของโลก มีอัตราการฆ่าตัวตาย 12.3 คน/ประชากร 1 แสนคน จีน (ทวีปเอเชีย) อยู่อันดับที่ 69 ของโลก อัตราฆ่าตัวตาย 10 คน-ประชากร 1 แสนคน บรูไน (เอเชีย/อาเซียน) ติดอันดับที่ 174 ของโลก มีอัตราปลิดชีพตัวเองอยู่ที่ 1.3 คน/ประชากร 1 แสนคนส่วน ไทย (เอเชีย/อาเซียน) อยู่ในอันดับที่ 28 ของโลก มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 16 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งนับว่า เป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันตรีหญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ ฆฤณ ถนอมกิตติ ไว้ในนิตยสาร a day อย่างน่าสนใจตามข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การฆ่าตัวตายของคนไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราสูงขึ้นทุกปี ตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับข่าวในช่วงปีหลังๆที่การฆ่าตัวตายกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้น หลายคนมีคนใกล้ตัวที่กำลังประสบปัญหา หรือเป็นผู้ที่ประสบปัญหานี้ด้วยตัวเองแม้ปัญหานี้จะดูเป็นสีดำ แต่แสงสว่างอย่างหนึ่งที่ส่องขึ้นมา คือ การตระหนักรู้ของประชาชนที่หันมาสนใจ และพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ พร้อมกับหาวิธีแก้ปัญหา เยียวยา เพื่อช่วยเหลือกันมากขึ้นดร.พนมพรบอกว่า สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เป็นสมาคมที่ให้บริการ เป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 0–2713–6793 โดยมีความตั้งใจอยากช่วยป้องกันการฆ่าตัวตาย เบอร์ข้างต้นจะมีผู้รับสายซึ่งเป็นอาสาสมัครจากคนทำงานหลากหลายอาชีพ ที่ผ่านการฝึกจากทางสมาคมมาแล้วสายด่วนของสะมาริตันส์เปิดให้บริการมาหลายสิบปี และรับสายการฆ่าตัวตายมาแล้วนับไม่ถ้วน ดร.พนมพรบอกว่า หลักการที่ทางสมาคมยึดถือเป็นแนวทางในการเยียวยาปลายสายที่คิดจะฆ่าตัวตาย คือ การฟังอย่างสร้างสรรค์ (effective listening)พวกเขาเชื่อว่า การฟังอย่างถูกวิธี จะทำให้ผู้ที่มีความทุกข์ได้ปลดเปลื้องและคิดหาทางออกที่เหมาะสมให้กับตัวเองได้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอาสาสมัครที่มารับสาย ทำไมจึงให้คุยกับคนไม่รู้จัก หรือทำไมถึงไม่ส่งให้ไปคุยกับจิตแพทย์ ดร.พนมพร บอกว่า ถ้าให้ไปคุยกับจิตแพทย์ บางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจ เพราะอาจจะคิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคทางจิตเภท แต่การโทร.มาคุยกับอาสาสมัคร แค่ไม่สบายใจใครก็โทร.มาได้ อีกอย่างการคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย บางทีน่าจะทำให้สบายใจกว่า เพราะเราจะไม่รู้ชีวิตของเขามากเกินไป หรือบางประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งไม่กล้าเล่าให้คนรู้จักฟัง ก็สามารถเล่าให้ฟังได้อาสาสมัครของสายด่วนสะมาริตันส์จะผ่านการฝึกทักษะการพูด โดย ให้ผู้เล่าเป็นอย่างที่ผู้เล่าต้องการ หรือ ใช้วิธี “ฟังด้วยหัวใจ” คือ รับฟังแบบไม่ตัดสิน จะไม่พูดว่าทำไมถึงไม่ทำแบบนั้น แบบนี้ล่ะ แค่สังเกตอารมณ์ความรู้สึก แล้วค่อยๆเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้น“เพราะในยามที่คนอยากฆ่าตัวตายท้อแท้ เค้า (เขาหรือเธอ) ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด คำปฏิเสธ เสียงตำหนิ หรือปัญหารายทางที่สะสมไว้ อัดแน่นจนหาทางออกไม่เจอ เราจึงต้องเป็นเหมือนเบาะรองเพื่อให้เค้ารู้สึกว่ายังมีเราที่รับฟังเสมอ และพร้อมจะทำให้เค้าสบายใจ เมื่อเล่ามันออกมาให้มากที่สุด...”ถัดมาคือ พยายามเข้าใจความรู้สึกของเค้า แม้จะขัดกับความ รู้สึกของเรา นั่นคือ พยายามเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัว หรือความคิดของเค้า จะเป็นเหมือนยาวิเศษที่ทำให้เค้ารู้ว่ายังมีคนอยู่เคียงข้างเสมอ“จากนั้น ให้คำถามสะท้อนกลับเพื่อประเมิน การใช้คำถามกับคนที่จะฆ่าตัวตายเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องใช้คำถามปลายเปิดที่สะท้อนความคิด ค่อยๆให้เขาเล่าออกมา โดยเราเป็นเพียงที่ว่าง ปล่อยให้เขามุ่งที่อารมณ์ของเขาเป็นสำคัญ สร้างความสะดวกใจให้เขาสำหรับการพูดถึงปัญหา เหมือนเราเป็นเซฟโซนให้แก่เค้า ในวันที่เค้ารู้สึกแย่ สุดท้ายแล้วให้เขาตัดสินใจเอง”ดร.พนมพรบอกว่า การฟังอย่างมีประสิทธิภาพจะทำหน้าที่ “สะท้อนกลับ” และ “ชวนให้เค้าคิด” ดังนั้น การแนะนำโดยตัดจบปัญหา อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แต่การชวนให้เค้าคิดต่างหาก ที่จะทำให้เค้าเข้าใจปัญหา เปรียบเหมือน การคลี่เอาก้อนความรู้สึกออกมาจากใจให้เรียบง่ายขึ้นเพื่อเป้าหมายสุดท้าย คือ การทำให้เขาคิดได้เอง ซึ่งเป็นทางออกที่เหมาะสมและยั่งยืนกว่า“การพูดคุยกับคนที่มีความเสี่ยงอยากฆ่าตัวตาย เราสามารถถามเขาได้นะคะว่าเขาอยากฆ่าตัวตายหรือไม่ บางคนสงสัยว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า ถ้าคนไม่มีก็คือไม่มี แต่เราจำเป็นต้องถามสำหรับคนที่มีความคิดนี้แต่ไม่ได้พูดออกมา บางทีเราถามแล้วได้คำตอบเป็นวิธีฆ่าตัวตายกลับมาเป็นฉากๆเลยก็มี”“ในความคิดของดิฉัน ปัญหาการฆ่าตัวตายมีมานานแล้ว เวลาที่คนเราไม่สบายใจ มันเหมือนตะกอนที่ฟุ้งไปหมด ต้องการกำลังใจจากคนใกล้ตัว แต่ถ้าหาไม่ได้สะมาริตันส์ยินดีจะช่วยให้ใจของผู้ที่โทร.มาหาเรานิ่ง แล้วมาหาทางออกร่วมกันค่ะ”นอกจากเพื่อนคุยชั้นดียามชีวิตสับสนสุดขีด อย่าง “สะมาริตันส์” ที่หมายเลข 0–2713–6793 ยังมี “สายด่วนสุขภาพจิต 1323” ของกรมสุขภาพจิต ที่มีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจ เป็นอีกที่พึ่งซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายอีกทาง.