วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยปัญหาใหญ่ของชาติในวันนี้ และอนาคตกันนะครับ “ทำไมนักการเมืองไทยชอบโกงกิน” เมื่อต้นปี คุณมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ระบุว่า “คอร์รัปชันจะมากขึ้นในปี 2568” เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองจะส่งผลให้การวิ่งเต้นเรียกรับสินบนสูงขึ้นตาม การเมืองปี 68 ที่ร้อนแรงขึ้น ก็เป็นเรื่องน่ากลัว ธรรมชาติของการเมือง เมื่อไม่มั่นคงในอำนาจ พวกเขามักเร่งกอบโกยผลประโยชน์ วางเครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเป็นฐานในอนาคต การเมืองแบบซื้อเสียง ภายใต้อิทธิพลของ บ้านใหญ่ นายทุนพรรคกำลังเบ่งบาน มีการตอบแทนและถอนทุนแบบไม่เกรงใจใครคุณมานะ สรุปว่า คอร์รัปชันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2568 เพราะไม่มีปัจจัยที่จะดึงให้คอร์รัปชันน้อยลงเลย นอกจากความตื่นตัวของภาคประชาชนและภาคเอกชนทำไมนักการเมืองจึงชอบโกงกิน? วันนี้ผมมีคำตอบในแง่วิทยาศาสตร์มาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นบทความของ คุณซูซานา พี. เกย์แทน ศาสตราจารย์สาขาสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยเซบีซา สเปน ในสำนักข่าวบีบีซีไทย แม้การทุจริตคอร์รัปชันจะไม่ใช่โรค แต่นักวิชาการ “ประสาทวิทยาศาสตร์” ก็ได้มีการศึกษาว่า อำนาจทางการเมืองและอิทธิพลจากบริบทเชิงสถาบันในสังคม มีผลต่อกิจกรรมของสมองที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่ทุจริตหรือผิดศีลธรรมอย่างไร? ในสมองที่มีสุขภาพดี เมื่อมีสิ่งเร้าที่ส่งเสริมพฤติกรรมการทุจริต ในภาวะเช่นนี้ อะไรเป็นตัวกำหนดเลือกทางเดินของเรา?ผลการศึกษาพบว่า “การหลงเชื่อในสิ่งยั่วยุ” หรือ “ยอมจำนนต่อการทุจริต” ต้องอาศัยการแทรกแซงของสมองหลายระบบ วงจรที่ควบคุมการได้รับรางวัล การควบคุมตนเอง และ การประเมินคุณธรรมของพฤติกรรมส่วนบุคคล เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดวงจรที่ตอบสนองพฤติกรรมบางอย่าง และกระตุ้นให้เราทำพฤติกรรมซ้ำๆ ที่โดดเด่นที่สุด คือ บริเวณที่มีการปล่อยสารสื่อประสาทในสมอง เพื่อตอบสนองเมื่อได้รับเงินหรือสถานะใดสถานะหนึ่ง ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการทุจริตเกิดขึ้นสำเร็จ (เช่น การติดสินบนจำนวนมาก) การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทที่สนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมซ้ำๆ จะได้รับการเสริมกำลัง และ ทำลายสมดุลระหว่างแรงกระตุ้นและการควบคุมสมองที่ยอมจำนนต่อการทุจริต ความพึงพอใจจากความสำเร็จที่ได้รับจากการกระทำทุจริต จะปิดกั้นกลไกในการประเมินด้านจริยธรรมของการกระทำนั้นๆการจะหลุดพ้นจากสิ่งนั้น ต้องใช้ความแข็งแกร่งทางอารมณ์ และ ความคิดสร้างสรรค์จากการทดลองของ คุณโซโลมอน แอสช์ นักจิตวิทยาสังคมชื่อดังเมื่อหลายปีก่อน พบว่า แรงกดดันทางสังคมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของแต่ละคน แม้จะรู้ว่าคำตอบของกลุ่มนั้นผิดแน่นอน แต่เขาก็ยังตัดสินใจไปตามกลุ่ม ดังนั้น ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้การทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติ แรงกดดันจากสภาพแวดล้อมจะกระตุ้นพื้นที่สมองส่วนสังคมเพิ่มแรงจูงใจในการเลียนแบบพฤติกรรมกลุ่ม แม้จะขัดต่อหลักจริยธรรมก็ตาม หากปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน การเกิดขึ้นซ้ำๆจะลดการตอบสนองของพื้นที่ประสาทที่รับผิดชอบการระบุถึงภัยอันตราย ทำให้สัญญาณ “การเตือนภัยทางศีลธรรม” ในสมองของเราเงียบลงน่ากลัวนะครับ แต่สังคมแบบนี้ สภาวะแวดล้อมแบบนี้ ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วในสังคมไทย คนไทยเห็นการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองและข้าราชการ เป็นเรื่องธรรมดาของสังคม เพราะได้เห็นได้ยินได้ฟังซ้ำซากจนชินชาแต่ ถ้าเรามีผู้นำที่ใส่ใจต่อต้านการทุจริตการคอร์รัปชัน ก็สามารถนำ “ประสาทวิทยาศาสตร์” นี้มาใช้เป็น “เครื่องมือใหม่” ในการ “ป้องกันการทุจริต” ได้ โดย “เสริมสร้างเครือข่ายการควบคุมมาตรฐานทางจริยธรรม” เพื่อช่วย “ต่อต้านสิ่งยั่วยุ” ฟื้นฟูกลไกสมองในส่วนต่อต้านการทุจริต เช่น รูปแบบการติเตียนทางสังคม ซึ่งมีประสิทธิผลที่สุด ไม่มีอะไรที่สายเกินไปถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่อนาคตประเทศไทยจะหายไปชั่วนิรันดร์.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม