วันนี้ 9 ก.ค. ครบกำหนด 90 วันที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผ่อนผันการใช้ภาษีตอบโต้กับทุกประเทศทั่วโลกที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ (6 ก.ค.) ว่า ประเทศที่ไม่ได้ทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯภายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ จะเผชิญกับภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตราที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งไทยถูกตั้งกำแพงภาษีที่ 36% รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า 1 สิงหาคม ไม่ใช่เส้นตายใหม่ แต่เป็นการกดดันขั้นสูงสุด สิ่งที่เราอยากบอกคือ คุณต้องเร่งรัด ถ้าอยากกลับไปสู่อัตราภาษีเดิม ก็เป็นการเลือกของคุณในช่วงผ่อนผัน 90 วันที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ทำข้อตกลงการค้าได้เพียง 3 ฉบับเท่านั้นจากทั้งหมด 90 ฉบับที่รัฐบาลสัญญาเอาไว้ เมื่อวันจันทร์ (7 ก.ค.) ทรัมป์ได้ส่งจดหมาย 12 ฉบับ แจ้งอัตราภาษีตอบโต้ที่ทรัมป์กำหนดให้กับ 12 ประเทศ ที่ยังไม่มีการเจรจากับสหรัฐฯทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า สหรัฐฯจะดำเนินการส่งจดหมายไปยังประเทศต่างๆเพื่อแจ้งให้ทราบว่า จะถูกสหรัฐฯกำหนดกำแพงภาษีไว้ที่อัตราเท่าใด โดยจะส่งไปทีละ 10 ประเทศ อัตราภาษีอาจจะอยู่ที่ 20–30% การเจรจากับ 170 ประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อน สหรัฐฯไม่อาจบรรลุข้อตกลงได้ทั้งหมด แต่สำหรับประเทศที่มีแนวโน้มเชิงบวก จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมแจ้งให้ทราบ ส่วนตัวชอบที่จะบอกประเทศนั้นๆว่าจะโดนภาษีเท่าไหร่มากกว่า ในขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จะมีประมาณ 100 ประเทศ ที่จะถูกตั้งอัตราภาษีในระดับ 10% แต่คาดว่าสหรัฐฯจะบรรลุข้อตกลงได้เพิ่มเติมก่อนกำหนดเส้นตาย 9 ก.ค.วันนี้ผมก็หวังว่า ไทยจะโชคดีได้อยู่ใน 100 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเพียง 10% แต่มีบางแหล่งข่าวคาดว่า ไทยอาจถูกสหรัฐฯตั้งกำแพงภาษีที่ 25% สูงกว่า เวียดนาม ที่ทำข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯแล้ว ภาษีนำเข้าลดเหลือ 20% สินค้าผ่านแดนภาษี 40% โดย เวียดนามยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯทุกชนิดเหลือ 0% ผู้นำเวียดนามยังใจดี จัดหาที่ดินเกรดเอริมแม่น้ำแดงชานกรุงฮานอยกว่า 1,500 ไร่ให้บริษัทส่วนตัวของทรัมป์สร้างสนามกอล์ฟและรีสอร์ตหรู เพื่อขายให้กับเศรษฐีเวียดนาม เศรษฐีสหรัฐฯ และเศรษฐีทั่วโลกอีกด้วยประเทศไทย ถือว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มเชิงบวกที่เร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ผมเชื่อว่าน่าจะยังไม่โดนจดหมายรักจากทรัมป์กำหนดกำแพงภาษีในวันนี้ คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง หัวหน้าทีมไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ไทยได้ส่งข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ให้กับสหรัฐฯก่อนวันที่ 9 ก.ค.แล้ว โดยเสนอให้สหรัฐฯเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น เพิ่มการนำเข้าพลังงานและเครื่องบินโบอิ้งจากสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าแบบทวิภาคี ลดการเกินดุลของไทย โดยตั้งเป้าจะลดการเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์ ในปัจจุบันลงให้ได้ 70% ภายใน 5 ปี และทำให้เกิดสมดุลทางการค้าภายใน 7–8 ปี สินค้าสหรัฐฯที่จะได้รับสิทธิเข้าตลาดไทยมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีไม่เพียงพอในประเทศอยู่แล้ว จึงไม่กระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตไทยคุณพิชัย กล่าวว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือไทยได้ข้อตกลงที่แย่ที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน สหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย ถ้าหดตัวลงมากอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงถึง 1% จากที่คาดการณ์ไว้คนไทยต้องลุ้นกันอีกแล้วครับ 9 ก.ค. ถึง 1 ส.ค.นี้สหรัฐฯจะกำหนดกำแพงภาษีสินค้าไทยที่กี่เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าหรือมากกว่าเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ แต่ที่กำลังโคม่าคือ เอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมไทย เจอทั้ง “สินค้าภาษีนำเข้า 0%” จาก จีน และ เวียดนาม อีกสองเด้ง รัฐบาลนายกฯแพทองธาร ชินวัตร ได้เตรียมรับมือไว้แล้วหรือยัง เศรษฐกิจไทยกำลังจะเจอ “ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์” ถึง 2 ลูก นายกฯอิ๊งค์ยังชิวชิวจัดงานอีเวนต์ Soft Power ไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว เห็นทีจะ “รอดยาก” ทั้งเศรษฐกิจไทยและอนาคตนายกฯแพทองธาร “ยุบสภา” พลิกฟื้นความเชื่อมั่นจะมีโอกาสรอดมากกว่าอยู่อย่างนี้."ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม