วันนี้เข้าสู่ “เทศกาลตรุษจีนปีงูเล็ก” แล้ว แต่ “ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5” ยังปกคลุม กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยและปริมณฑลอย่างหนัก ข้อมูลใน Line Alert วันศุกร์ 24 ม.ค. 15.00 น. ระบุว่า กทม.แจ้งเตือน PM 2.5 มีสีแดง 49 เขต และสีส้ม 1 เขต แดงเถือกทั้ง กทม. คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้สัมภาษณ์คาดว่า ช่วงตรุษจีนสถานการณ์ฝุ่นพิษยังคงมีแนวโน้มเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ กทม. ของ ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ยังไม่เห็นมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่ กทม.จมอยู่ในฝุ่นพิษมานานแล้ว สาหัสกว่าจังหวัดอื่นๆ อีกเกือบ 60 จังหวัดผลกระทบจากฝุ่นพิษ ทำให้ประชาชนทั้งผู้ใหญ่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ เจ็บป่วยกันจำนวนมาก เด็กเลือดกำเดาไหลออกจากจมูก ขนาดผมใส่แมสก์ยังแสบจมูก ที่แย่ที่สุดคือ ดวงตาคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีสาธารณสุข เปิดเผยหลังการประชุม กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนกว่า 38 ล้านคน ในจำนวนนี้ 15 ล้านคนเป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และ 6 ล้านคนเป็นเด็กและเยาวชน ทำให้มีผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศสูงถึง 12 ล้านคน ส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมา ตนได้ประชุมร่วมกับ คณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม ได้หารือถึงมาตรการดูแลประชาชน เพื่อนำเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้า ก็คือ วันพรุ่งนี้ 28 ม.ค.จากภาวะฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่ฟุ้งกระจายต่อเนื่องยาวนาน จนป่วยกันกว่า 12 ล้านคน นายกฯแพทองธาร ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย x ระหว่างไปประชุมที่เมืองดาวอสว่า ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ข้อสั่งการของนายกฯมีทั้งหมด 7 ข้อ ผมขอยกตัวอย่างมาให้ดูสักข้อนะครับ“1.ขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชน ให้เจ้าหน้าที่และพนักงานสามารถทำงานแบบ WFH (ทำงานที่บ้าน) เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และดิฉันได้สั่งการไปยังกระทรวงคมนาคม ให้สนับสนุนยกเว้นค่ารถไฟฟ้า-ค่ารถเมล์ ภายใต้กำกับของรัฐ เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (25 ม.ค.) เป็นต้นไป เพื่อลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากรถยนต์”ก็เป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่แปลกดี ไม่รู้ใครแนะนำนายกฯ กรุงเทพฯและปริมณฑลมีพื้นที่ใหญ่มาก รวมกันกว่า 7,761 ตารางกิโลเมตร เฉพาะเขตเมืองอย่างเดียวก็มีพื้นที่กว่า 1,568 ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวมกันกว่า 11 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขทางการ ตัวเลขไม่เป็นทางการน่าจะมากกว่านี้เท่าตัวคำถามก็คือ นายกฯให้เจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานบริษัทเอกชน ทำงานที่บ้าน ในความเป็นจริงจะทำงานที่บ้านกันได้กี่คน สามารถลดปริมาณฝุ่นพิษที่แดงเถือกทั้ง กทม.ได้หรือไม่ และ การให้ประชาชนขึ้นรถไฟฟ้าและรถเมล์ที่อยู่ในสังกัดของรัฐฟรี 7 วัน เพื่อลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากรถยนต์ ในความเป็นจริงคนขึ้นรถไฟฟ้าและรถเมล์กับคนขับรถยนต์เป็นคนละกลุ่มกัน จะมีสักกี่คนที่จอดรถที่บ้านแล้วเดินฝ่าฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ไปขึ้นรถไฟฟ้าและรถเมล์ และ งบประมาณ 140 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะชดเชยค่ารถไฟฟ้าและรถเมล์ 7 วัน สุดท้ายก็เสียเปล่า แต่คนหน้าเดิมที่นั่งรถไฟฟ้าและรถเมล์ในกำกับของรัฐได้นั่งรถฟรีวันนี้ ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เข้าขั้นวิกฤติแล้ว กทม.แดงเถือกทุกวัน อย่างดีก็สีส้ม ซึ่งก็เป็นขั้นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ต่างจังหวัดก็จมฝุ่นพิษอีกเกือบ 60 จังหวัดที่ไม่ได้รับการแก้ไขฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 รุนแรงขึ้นทุกปี ก็เพราะ รัฐบาลแก้ปัญหา แบบเทศกาลทุกปี แต่ไม่แก้ปัญหาแบบถาวร ทุกปีก็เอางบถมลงไปแบบเดิมๆ พอฤดูฝุ่นพิษผ่านไป รัฐบาลก็ไม่สนใจไยดี รอจนฝุ่นพิษ มาอีก รัฐบาลก็ทำแบบเดิมอีก เมื่อไหร่จะฉลาดขึ้นเสียทีก็ไม่รู้.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม