การเลือก สว.ชุดใหม่ 200 คน ที่ กกต.รับประกันว่าเป็นไป “ด้วยความถูกต้อง สุจริตและเที่ยงธรรม” จะนำการเมืองไปสู่ การปฏิรูปการเมือง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบเสียที หรือว่าจะต้องจมปลักอยู่ในระบบเผด็จการนํ้าเน่าอย่างไม่มีวันสิ้นสุด อย่างที่เป็นมากว่า 92 ปี นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมีเสียงร่ำลือจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ลือกันว่าผลการเลือกตั้งทำให้พรรคการเมืองบางพรรค สามารถคุมเสียงข้างในวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.ใหม่ถอดด้าม แต่เป็นอดีต สส.หลายสมัย เล่าให้นักข่าวฟังว่ามีคนไลน์มาหรือโทร.มา เพื่อเสนอผลประโยชน์ให้ เพื่อให้ร่วมกลุ่มกับผู้เสนอแต่ นพ.เปรมศักดิ์ ตอบกลับไปว่า ตนมีเงินเยอะ ไม่ต้องการเป็นลูกน้องใคร ทราบมาว่ามีการดักรอที่จุดรับรองจาก กกต. ไม่ทราบว่าจะมีคนอื่นหวั่นไหวหรือไม่ หลังจากเสร็จสิ้นการเลือก สว.เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน สื่อมวลชนหลายสาขาประโคมข่าวว่าผู้สอบผ่าน สว.กว่า 140 เป็นคนของพรรคบางพรรคถ้าข่าวข้างต้นเป็นความจริง ต้องถือว่าเป็นข่าวร้ายอย่างยิ่ง และอาจทำให้การเมืองไทยจมปลักอยู่ในนํ้าเน่าต่อไป ถ้าหากพรรคการเมืองคุมเสียงในวุฒิสภาได้จริง ต้องถือว่าเป็นการเลือกสภาสูงที่ล้มเหลว ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาของกลุ่มอาชีพต่างๆ (อย่างน้อย 20 กลุ่ม) เลือกกันเข้าสภาเพื่อให้ สว.เป็นผู้แทนประชาชน จากหลากหลายกลุ่มอาชีพ ไม่ใช่ตัวของพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดๆ คำถามก็คือทำไมพรรคการเมืองจึงต้องการคุมสภาสูง คำตอบที่ตรงไปตรงมาก็คือ เพื่อคุมอำนาจการเมือง เพราะ สว.ชุดใหม่แม้จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจของรัฐบาลคณะรัฐประหาร แต่ยังมีอำนาจสำคัญประการแรก สว.มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบในการเลือกองค์กรอิสระต่างๆ เช่น กกต., ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ประการที่สอง สว.มีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามกติกาประชาธิปไตยที่พิสดาร ให้เสียงข้างน้อยมีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้รัฐธรรมนูญได้ต้องมี สว.อย่างน้อย 1 ใน 3 เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมี สว.อย่างน้อย 67 คน ให้ความเห็นชอบ มิฉะนั้นการแก้ไขต้องตกไป แม้ สส.ทั้งสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะเทคะแนนให้หมด ก็ช่วยไม่ได้ นี่คือกติกาประชาธิปไตยที่พิสดาร ตัดสินกันด้วยเสียงข้างน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ หรือเพื่อรักษาอำนาจระบบอำนาจนิยม.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม