หลังจากที่อ้ำอึ้งอ้อมแอ้มอยู่นานหลายวัน ไม่มีใครให้คำตอบกรณีระเบียบใหม่ของกรมราชทัณฑ์ ที่เปิดทางให้คุมขังนักโทษนอกเรือนจำ แม้แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียุติธรรมก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นระเบียบที่ออกมา เพื่อต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ใช่หรือไม่ ในที่สุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็มีคำตอบรองนายกรัฐมนตรีสมศักดิ์เล่าถึงความเป็นมาว่า เมื่อปี 2560 รัฐบาล คสช. เป็นผู้ออก พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ เปิดทางให้มีการคุมขังนักโทษบางส่วนนอกเรือนจำได้ เมื่อตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม หลังการเลือกตั้งจึงมอบให้ปลัดกระทรวงดำเนินการต่อ แต่ยังไม่ทันเสร็จตนก็ต้องลาออกจากรัฐมนตรีเมื่อกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี พบว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมืองเรื่องใหญ่ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพื่อต้อนรับอดีตนายกฯทักษิณกลับบ้าน และมีผู้ร้องเรียนต่อองค์กรอิสระ เมื่อสื่อถามว่านายทักษิณเข้าเกณฑ์ที่อาจถูกคุมขังนอกคุกหรือไม่ นายสมศักดิ์ยอมรับว่า “เข้าเกณฑ์” อ้างเป็นหลักสากลและกฎหมายให้ทำได้ถ้าเป็นระเบียบที่ถูกต้อง จะต้องยึดหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ม.27 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ต้องไม่เลือกปฏิบัติให้ “อภิสิทธิ์” คนบางคนหรือบางกลุ่ม ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆด้วยนอกจากการเลือกตั้งแล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยจะต้องยึดหลักสิทธิเสรีภาพประชาชน ยึดหลักนิติธรรม ถือกฎหมายเป็นหลักการปกครองไม่ยึดตัวบุคคลเป็นใหญ่ และต้องมี “ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ” นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เคยประกาศจะฟื้นฟูนิติธรรม เป็นหลักในการบริหารประเทศแสดงว่านายกรัฐมนตรียอมรับในเกือบสิบปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของรัฐบาลรัฐประหาร คสช. ไม่ได้ยึด “นิติธรรม” เป็นหลัก ทั้งที่เป็นเสาหลักค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการยึดตัวบุคคลเป็นใหญ่ เช่น เรียกกันว่า “รัฐบาล 3 ลุง” หวังว่าคำสัญญาเรื่องนิติธรรมของนายกฯ จะไม่ใช่ “พูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง”ส่วนระเบียบใหม่ของกรมราชทัณฑ์ก็จะต้องผ่าน “การตรวจสอบและถ่วงดุล” ของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย เป็นการออกกฎหมายโดยอำนาจฝ่ายบริหารที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และหลักสากลจริงหรือ การตรวจสอบและถ่วงดุล เป็นเสาหลักที่สำคัญอีกอย่างของระบอบประชาธิปไตย และเป็นหลักค้ำจุนประชาธิปไตย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม