มาช้ายังดีกว่าไม่มา ตามประกาศอย่างเป็นทางการของกรมอุตุนิยมวิทยาประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไปคาดการณ์อากาศหนาวเย็นน้อยกว่าปีที่แล้วแนวโน้มอุณหภูมิจะลดลงวูบวาบ 4-7องศาฯ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสาน ส่วนภาคกลางและกรุงเทพมหานครรู้สึกได้ถึงความเย็นเป็นความรู้สึกของบรรยากาศในห้วงส่งท้ายปลายปีตามจังหวะกระตุ้นให้ประชาชนคนไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างห้างร้านบริษัทเอกชน ได้เริ่มสะสางงานเตรียมเข้าโหมดเทศกาลหยุดยาวห้วงปีใหม่ในขณะที่ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลก็ต้องเร่งปั่นเนื้องานเพื่ออวดชาวบ้าน เตรียมของขวัญให้คนไทยตามประเพณีมาตรการลด แลก แจก ฟรี ต้องจัดให้ตรงเทศกาลภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่รัฐบาลผสมเพื่อไทย ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง เพิ่งส่งการบ้านในรอบ 60 วัน บริหารราชการแผ่นดินผ่านมา 2 เดือน ย่างเข้าเดือนที่สาม ตามจังหวะต้องเร่งเครื่อง 100 วัน กู้ปัญหาปากท้องโจทย์ทดสอบด่านแรก วัดกึ๋นของนายเศรษฐา ที่ต้องแบกความคาดหวังหนักอึ้ง ตามฟอร์มของยี่ห้อเพื่อไทยที่โชว์จุดขายในการบริหารเศรษฐกิจแถมยังต้องปิดจุดด้อยทางการเมืองในการตั้งรัฐบาลข้ามขั้วแบบที่นายเศรษฐากดปุ่ม ครม.จัดโปรโมชันให้รัวๆซื้อใจคนรากหญ้า ทั้งหั่นค่าไฟฟ้า ลดราคาแก๊สหุงต้ม ดัมพ์ราคาน้ำมัน ฯลฯลดค่าครองชีพ ช่วยประคองปากท้องชาวบ้านหาเช้ากินค่ำสูตรสำเร็จในการบริหารประเทศที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงแต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง รัฐบาลมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับเข้ามาชดเชยโปรโมชันประชานิยมอัดฉีดไหลออกทางเดียว เดี๋ยวคลังก็ถังแตกแจกเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาเงินเป็น ผู้นำจึงต้องกระชับภาพของ “เซลส์แมน” เร่ขายโปรเจกต์ โชว์โครงการดึงนักลงทุนต่างชาติ แบบที่เห็นทริปล่าสุดนายเศรษฐาบินไปร่วมประชุมเอเปก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานายกรัฐมนตรีโชว์จีบธุรกิจยักษ์ ชักชวนกลุ่มทุนรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทด้านไอทีระดับโลก มาปักหมุดลงทุนในเมืองไทยรวมๆตัวเลขกลมๆแล้ว กว่า 8.5 แสนล้านบาทโอกาสลุ้น ถึงเวลาจริง ชิงจากอินโดนีเซียคู่แข่งสำคัญมาได้แค่ครึ่งหนึ่งก็จะสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ติดเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้และจะเป็นแรงส่ง “เรือธง” ของรัฐบาลเพื่อไทย ณ จุดที่โครงการเทกระจาด “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” มีความชัดเจนจากการถือเดิมพันของนายเศรษฐา ประกาศข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเดินหน้าออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านมาแจกคนไทยกว่า 50 ล้านคนไม่ถอย ไม่เบี้ยว แม้จะไม่ตรงปก จากที่ทีมเพื่อไทยยืนยัน ไม่ต้องกู้ ไม่กระทบระบบงบประมาณ แจกแบบเทกระจาดอายุ 16 ปีขึ้นไปได้หมด ต้องปรับลดเป้าหมาย เพิ่มเงื่อนไขคนได้รับ และหนีไม่พ้นต้องออกกฎหมายกู้เงินผ่านสภา ผูกกับระบบงบประมาณตามเส้นทางคดเคี้ยวอ้อมไป อ้อมมาและต้องฝ่าแนวต้าน ผจญสารพัดด่านโหดหิน เริ่มตั้งแต่ชั้นแรก ด่านคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ต้อง “สแกน” ให้ถ้วนถี่ตีความ พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านมาแจก ขัดกฎหมายหรือไม่ถัดมาก็ด่านของพรรคร่วมรัฐบาล เต็มใจแค่ไหนในการร่วมด้วยช่วยกันลาก “เรือธง” ของพรรคเพื่อไทย ฝ่ามรสุมพลิกคว่ำตายหงายเป็นและมันก็เป็นโอกาสทองในการคิดค่าเสี่ยงภัยกันสูงๆไม่มีของฟรีในเกมอำนาจการเมืองแบบไทยๆต่อเนื่องมาถึงด่านของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะฟอร์มแกร่งๆของทีมก้าวไกล ที่เปิดพื้นที่ให้ “น้องไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค กัปตันทีมเศรษฐกิจ ไล่ต้อนหน้าต้อนหลังดักคอรัฐบาลเพื่อไทยแค่หาทางลง อาศัยยืมมือองค์กรอื่นตีตกโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตฯ เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบสัญญาหาเสียงทีมส้มไม่ได้ขัดขวาง แค่ดักทางรู้ทัน ยังทำรัฐบาลปั่นป่วนหรือด่านของสมาชิกวุฒิสภา ประเมินจากท่าทีของตัวตึง ตัวจี๊ดอย่างนายคำนูณ สิทธิสมาน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.ลากตั้ง ที่รวมพลสกัดเรือธงเพื่อไทย ขวางลำการกู้เงินแจกประชานิยม ซ้ำรอยจำนำข้าวตั้งท่าทิ้งทวน ฝากเป็นที่ระลึกก่อนครบวาระในกลางปีหน้า 2567พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา กว่าจะลากเรือธงผ่านได้ นายเศรษฐาและทีมเพื่อไทยต้องออกแรงหนักและจังหวะเสี่ยงหักกลางลำ มันอยู่ที่ด่านองค์กรอิสระทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สั่งตั้งทีมงานเฉพาะกิจติดตาม “เรือธง” ของพรรคเพื่อไทย โดยคนหน้าคุ้นๆอย่าง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. มือปราบทุจริตจำนำข้าว เป็นหัวขบวนปฏิบัติการ “เดจาวู” ขู่กันจะจะ ซึ่งๆหน้าอีกด้านก็เป็นนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตั้งแท่นชงให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงดาบพรรคเพื่อไทยโทษฐานไม่ตรงปก โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ตรงกับที่ประกาศบนเวทีหาเสียง ลากเข้าเงี่ยง เสี่ยงเข้าข่ายการหลอกลวงให้ได้มาซึ่งคะแนนเลือกตั้งเล่นแรงถึงขั้นยุบพรรค จ้องพังทั้งกระดานแต่ทั้งหมดทั้งปวง ด่านที่เป็นจุดสกัดที่ทุกฝ่ายคาดการณ์จริงๆอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรูปการณ์ไม่น่าจะผิดคาดหมายเรือธงพรรคเพื่อไทย หนีไม่พ้นโดนลากไปลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงายและก็บังเอิญสัญญาณแปร่งๆจากการเผยแพร่อินโฟกราฟิก กรณี สส. สว. กรรมาธิการกระทำการเพื่อให้ตนมีส่วนโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ กรณีมีข้อสงสัยว่าการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวหรือไม่ สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ออกมาในจังหวะคาบลูกคาบดอก ให้แปลความจับสัญญาณ งานนี้หมายรวมถึงโครงการกู้เงินมาแจกของรัฐบาลเพื่อไทยด้วยหรือไม่ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ไปยัน กกต. เดิมพันเสี่ยง โทษอาญา โทษทางแพ่ง โทษแบนทางการเมืองตามท้องเรื่อง เกมลาก “เรือธง” ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยสิทธิ์ขาดมันก็อยู่ที่นายเศรษฐา ในฐานะผู้นำรัฐบาล ถืออำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้ามั่นใจอย่างที่ยืนยันว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในจุดดำดิ่ง จำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเงินกู้ 5 แสนล้านเข้าระบบ เพื่อกระตุ้นจีดีพีให้โงหัว หักมุมกับทีมนักเศรษฐศาสตร์ที่ค้านการหว่านเงินดิจิทัลฯ เพราะมองว่า เศรษฐกิจไทยไม่จำเป็นต้องกระตุ้น แค่ประคองเสถียรภาพการเงินการคลังมันก็จัดเป็นไฟต์บังคับทางเศรษฐกิจที่จำเป็นเลี่ยงไม่ได้และถ้าสำเร็จก็หมายถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย การกินดีอยู่ดีของคนรากหญ้า ส่งผลอานิสงส์โดยตรงกับคะแนนนิยม การฟื้นศรัทธาพรรคเพื่อไทยแต่หากไม่เป็นดังหวัง ก็ต้องรับสภาพย้อนศรตรงกันข้าม.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ "วิเคราะห์การเมือง" เพิ่มเติม