“การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” ถือเป็น มิติใหม่ของวงการทูตไทย ที่หันมาเน้นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องการเมือง เป็นนโยบายใหม่ของ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยในงานสัมมนา Thailand Next Move 2024 : The Next Wealth and Sustainability ของ วารสารการเงินธนาคาร ในโอกาสก้าวขึ้นสู่ปีที่ 43 เมื่อวันศุกร์ในหัวข้อ “บริบทใหม่ของประเทศไทยในเวทีโลก” (Thailand New Growth Path 2024) และวันที่ 21–23 พฤศจิกายนนี้ นายกฯเศรษฐา ได้เรียก เอกอัครราชทูตไทยทั่วโลก รวมทั้ง ทูตพาณิชย์ กลับมาประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้นโยบาย “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” เพื่อให้ทูตไทยร่วมเป็น “ทีมไทยแลนด์” ช่วยขยายการส่งออกของประเทศไทยที่ถดถอยมานานดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า บทบาทและเส้นทางของไทยในบริบทโลกที่แบ่งเป็นหลายขั้วอำนาจแข่งขันกัน ทั้งด้าน Geo-politics, Geo-ecomomy และ Geo-technology รวมทั้ง การแบ่งขั้วของห่วงโซ่อุปทาน เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายการวางจุดยืนของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งและบริบทของเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้ว สำคัญที่สุดก็คือไทยไม่ได้เป็นผู้ขัดแย้งหรือเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งใดๆ และดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อย่างมีดุลยภาพ แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถปะทุและยกระดับไปสู่ความรุนแรงและความสูญเสียได้ทุกเมื่อ การวางจุดยืนที่ไม่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง จำเป็นต้องมีจังหวะสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไทยต้องสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนตัวใหม่และศักยภาพใหม่ ให้เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ประเทศไทยไม่ใช่แค่ Destination ด้านการค้าและการลงทุน เท่านั้น แต่เป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งไปทั่วโลกดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า บริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ต้องมี 3 มิติ และ ภาคการเงินการธนาคาร จะมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมทั้ง 3 มิติ คือ1.Green Growth การเข้าถึงบริการการเงินและแหล่งเงินทุนที่จำเป็น สำหรับปรับขบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก2.lnnovation-driven Growth การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ3.Community-based Growth การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs และเศรษฐกิจชุมชน“รัฐบาลจะใช้ “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” เป็น “หัวหอก” ของ การทูตไทยยุคใหม่ ในการแสวงหาโอกาสทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ”ดร.ปานปรีย์ กล่าวถึงโครงการ “แลนด์บริดจ์” ว่า จะเป็นแม่เหล็กใหม่ของไทย ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแปลงหรือลดความรุนแรงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในประเทศต่างๆให้กลับมามุ่งเน้นเรื่องการค้าขายบนพื้นฐานของความเป็นธรรม มีไทยเป็นจุดเชื่อมโยงการขนส่งที่สำคัญไปทั่วโลก การไปเยือนสหรัฐฯของ นายกฯเศรษฐา และ รองนายกฯ ดร.ปานปรีย์ เพื่อร่วม การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็น Sustainable Finance กลางเดือนพฤศจิกายนนี้ รัฐบาล จะเชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติร่วมลงทุนในพันธบัตรสีเขียว Sustaina bility Linked Bonds วงเงินประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีหน้าด้วยสำหรับ ก้าวต่อไปของบริบทประเทศไทยบนเวทีโลก ท่ามกลางความขัดแย้งหลายขั้ว ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรัฐมนตรี ต่างประเทศ กล่าวว่า“ไทยต้องมีความครบเครื่อง จุดยืน ความยืดหยุ่น ความพร้อมที่จะผงาดขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง และ ต้องสร้าง “ภูมิต้านทาน” เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนต่างๆ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกัน เพื่อพลิกฟื้นความเจริญรุ่งเรืองกลับมาสู่ประเทศไทย”.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เพิ่มเติม