นโยบายกัญชาเสรี เป็นมรดกตกทอดจากรัฐบาลนายกฯลุงตู่ แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านเป็นรัฐบาลนายกฯเศรษฐา ทวีสิน นโยบายกัญชาเสรีจะไม่เสรีอีกต่อไปร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ของพรรคภูมิใจไทย ที่ผลักดันออกมาประกาศใช้ไม่สำเร็จ จะต้องถูกรื้อออกมาแก้ไขใหม่ทั้งยวง!!“กัญชา” จะต้องถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้นไม่อนุญาตให้พี้กัญชาเพื่อสันทนาการ!!นายกฯเศรษฐา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศว่ารัฐบาลใหม่จะยุตินโยบายกัญชาเสรีอย่างสิ้นเชิงร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับเดิมที่ค้างเติ่งอยู่ในสภาฯ จะต้องถูกนำมาแก้ไขใหม่ เพื่อควบคุมการใช้กัญชาอย่างไร้ขอบเขตและเพื่อควบคุมร้านค้าที่จำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือน!!นายกฯเศรษฐา ย้ำว่านโยบายกัญชาไม่เสรี เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เห็นชอบร่วมกันของ 11 พรรคร่วมรัฐบาล(รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยที่ผลักดัน นโยบายกัญชาสุดลิ่มทิ่มประตู)“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับนโยบาย “กัญชาไม่เสรี” ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเพราะการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อน เปิดประตูให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างไร้การควบคุมการอนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาบ้านละ 15 ต้น ทำให้เยาวชนไทยเข้าถึงกัญชาได้อย่างสะดวกโยธินการส่งเสริมให้นำกัญชาไปผสมในอาหารและเครื่องดื่มอาจเกิดอันตรายต่อผู้ที่แพ้สารกัญชาการเร่งรีบปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด (ทั้งที่กัญชามีสารเสพติด) ก่อนที่รัฐบาลจะออก ก.ม.ควบคุม เป็นการเพิ่มปัญหาใหญ่ให้สังคมไทย!!ส่วนการจะนำ “กัญชา” กลับไปใส่ใน “บัญชียาเสพติด” เหมือนเดิมก็จะเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงดังนั้น การรื้อร่าง ก.ม.กัญชามาแก้ไขใหม่ให้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ไม่ให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ จึงเป็นทางออกที่เหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบมากเกินไปพูดง่ายๆคือ ห้ามขายกัญชาเสรี และห้ามสูบกัญชาเพื่อสันทนาการส่วนใครจะแอบพี้กัญชาในที่ลับหูลับตา ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการกำหนดให้ใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์อย่างเดียวอาจจะแคบไปเพราะ “กัญชา” มีสารบางตัวที่นำไปใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาวการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ จึงต้องไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไปแต่ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข คือ การเปิดให้ประชาชนปลูกกัญชาบ้านละ 15 ต้น ทำให้เยาวชนไทยเข้าถึงกัญชา และเสพกัญชาได้ตลอด 24 ชั่วโมงยาบ้าอย่างเดียวก็แย่แล้ว อย่าเพิ่มกัญชาอีกเลยโยม.“แม่ลูกจันทร์”คลิกอ่านคอลัมน์ "สำนักข่าวหัวเขียว" เพิ่มเติม