พรรคการเมืองไทยประกาศจัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกครั้ง เป็นรัฐบาลผสม 11 พรรค มี สส.สนับสนุน 314 คน คาดว่าจะมี สว.โหวตให้อีกอย่างน้อย 61 เสียง จึงจะครบสูตร เป็นรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี อ้างว่าไม่ใช่รัฐบาลข้ามขั้ว แต่สลายขั้วสมานฉันท์สามัคคีเนื่องจากมีพรรค 2 ลุงเข้าร่วมรัฐบาลด้วย จึงมีเสียงทวงถาม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เกี่ยวกับคำประกาศ “จะลาออก” จากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถ้าร่วมรัฐบาลกับพรรคลุง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท.ถึงกับออกมาขอโทษประชาชน ที่ทำให้ผิดหวัง รัฐบาลข้ามขั้วกลายเป็นบาปกรรมผลการสำรวจความเห็นประชาชนของนิด้าโพล พบว่ามีตัวอย่างถึง 47.71% ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลสลายขั้วของพรรค พท. มีเพียง 19.47% ที่เห็นด้วยมาก 16.79% ไม่ค่อยเห็นด้วย การเมืองไทยมีการแบ่งขั้วมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็แบ่งเป็นขั้วทหารกับพลเรือนหลังการลุกฮือเรียกร้อง ของนักศึกษาและประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน การเมืองไทยแตกแยก เป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ต่อมาวิวัฒนาการเป็นกลุ่มคนเสื้อเหลือง กับกลุ่มคนเสื้อแดง ต่างฝ่ายต่างอ้างตนเป็น “ประชาธิปไตย” มีการชุมนุมตามท้องถนนที่ยืดเยื้อมีการชุมนุมทางการเมือง ที่นำไปสู่การรุนแรงถึงนองเลือดหลายครั้ง มีการใช้กำลังยึดอำนาจ 13 ครั้ง ซึ่งถือว่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านหลายประเทศ รัฐประหารเป็นสาเหตุสำคัญ ที่นำมาซึ่งความขัดแย้ง คณะรัฐประหารบางคณะ อ้างว่ายึดอำนาจเพื่อสร้างความปรองดอง แต่กลายเป็นคู่ขัดแย้งขณะนี้การเมืองไทยก็แบ่งขั้วเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ชอบแนวทางอำนาจนิยม และฝ่ายประชาธิปไตยที่ยึดแนวทางเสรีนิยม บางฝ่ายถูกโจมตีว่า “สุดโต่ง” ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ถ้าทุกฝ่ายยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย จะไม่มี “สุดโต่ง” เพราะประชาธิปไตยยึดทางสายกลาง และสันติวิธีปัญหาของประเทศไทยขณะนี้ก็คือทำอย่างไรจะให้ทุกฝ่ายยอมรับประชาธิปไตย เชื่อมั่นในการปกครองประชาธิปไตย และปฏิบัติตามหลักการประชาธิปไตย อาจไม่ถึงกับเคร่งครัดเกินไป จนถูกมองเป็นสุดโต่ง แต่ประชาธิปไตยที่ยึดมั่น ต้องเป็นประชาธิปไตยแท้ เข้าสู่อำนาจด้วยบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่ด้วยกำลัง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม