แม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ ในอีกไม่นาน แต่การยึดอำนาจหรือรัฐประหาร กลายเป็นประเด็นการเมืองที่โต้เถียงกัน ระหว่าง 2 ผู้ยิ่งใหญ่ของการเมืองไทย เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดประเด็นด้วยการโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงต้นเหตุรัฐประหาร“บิ๊กป้อม” ซึ่งมีประสบการณ์อย่างโชกโชน ทั้งในวงการทหารและการเมือง ระบุว่า กลุ่มข้าราชการผู้มีจิตใจเสียสละ อยากทำงานเพื่อประชาชน แต่ไม่มีโอกาส เพราะระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นอุปสรรคกีดกั้น จะเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ก็สู้นักการเมืองไม่ได้ จึงมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากรัฐประหารเมื่อสื่อนำเรื่องนี้ไปถามความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีที่มาจากคณะรัฐประหาร คสช.ด้วยกัน นายกรัฐมนตรีตอบว่า ตนมายืนตรงนี้ มายืนด้วยอะไร ด้วยรัฐธรรมนูญมิใช่หรือ แล้วใครจะทำรัฐประหาร เคยพูดไปตั้งนานแล้วว่าเป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย ถ้าขัดแย้งรุนแรงก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาด้วยอะไรหลังจากเกิดรัฐประหาร โดยคณะ รสช. เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจ และนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองเชื่อว่าจะเป็น “รัฐประหารครั้งสุดท้าย” แต่แล้วรัฐประหารก็เกิดขึ้นอีกในปี 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557คราวนี้ ไม่มีใครรับประกันได้ว่ารัฐประหาร 2557 จะเป็น “ครั้งสุดท้าย” สำหรับประเทศไทย เพราะเคยมีมาแล้วถึง 13 ครั้ง ที่ยึดอำนาจสำเร็จที่ยึดไม่สำเร็จอีกนับสิบครั้งที่กลายเป็นกบฏ รัฐประหารมักจะเป็น “ประเพณี” ที่สืบทอดต่อๆกันมา ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน อาจเปรียบเทียบได้กับประเทศอื่นๆในบรรดากลุ่มอาเซียน 10 ประเทศที่ใกล้ชิดกับไทย ทั้งในด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ส่วนใหญ่ไม่มีประเพณีสืบทอดรัฐประหาร มีเพียงไทยกับพม่า ที่จมปลักอยู่ในน้ำเน่ารัฐประหาร แม้แต่อินโดนีเซีย ซึ่งเคยปกครองโดยเผด็จการทหารนานกว่า 31 ปี แต่ขณะนี้เป็นประชาธิปไตยมาแล้วกว่า 30 ปีนักรัฐศาสตร์ฟันธงว่า รัฐประหาร ทำลายทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ทำลายพัฒนาการเศรษฐกิจ ทำลายเกียรติภูมิของ ประเทศ ทำลายการปฏิรูปกองทัพให้เป็นทหารอาชีพ พรรคฝ่ายค้านโจมตีกว่า 8 ปี ของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร คสช. เป็นทศวรรษแห่งความสูญเสีย คนไทยที่รักประชาธิปไตย จึงขอให้เป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย.