คำปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องในโอกาสสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เน้นเป็นพิเศษได้แก่ คำว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน กับคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “ขอไปต่อ” นายก รัฐมนตรีย้ำว่าไม่ได้อยากมีอำนาจ แต่เคารพในกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศแต่ไม่ได้สัญญาว่าจะนำประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เหมือนอย่างที่เคยสัญญา หลังจากยึดอำนาจใหม่ๆ ด้วยบทเพลงที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะกลับมา ขอเวลาอีกไม่นานแผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุข ให้เธอประชาชน” ถึงวันนี้คงจะลืมเสียแล้วแต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ขอต่ออีกนานๆไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยเกิดมาแล้ว หลังจากยึดอำนาจเมื่อปี 2557 คณะรัฐประหาร คสช.ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แต่ร่างเสร็จแล้วถูกสภาที่ คสช.แต่งตั้งคว่ำ ศ.ดร.บวรศักดิ์เพิ่งรู้ทีหลังว่าเหตุที่คว่ำ “เพราะเขาอยากอยู่ยาว”จึงต้องตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีบทบัญญัติที่ทำให้ คสช.สืบทอดอำนาจแบบ “อยู่ยาว” จึงได้รับความเห็นชอบของสภาอย่างท่วมท้น เป็นรัฐธรรมนูญที่แกนนำพรรคพลังประชารัฐคุยอวดว่า “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” นับตั้งแต่ครองอำนาจมากว่า 8 ปี มีครั้งไหนหรือไม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็น “ประชาธิปไตยเต็มใบ”แม้แต่เมื่อตัดสินใจเป็นนักการเมืองเต็มตัว ด้วยการเป็นสมาชิกพรรค รทสช. และจะเป็นผู้สมัครนายกฯของพรรค ก็ยังจะใช้วิธีการที่ขัดประชาธิปไตยเหมือนเดิม นั่นก็คือให้ 250 ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเลือกนายก รัฐมนตรี แต่อาจต้องแย่ง ส.ว.กัน ระหว่าง พรรค พปชร. กับ รทสช.กลายเป็นการชิงตำแหน่งนายก รัฐมนตรีระหว่าง 2 พรรค ที่สืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหารด้วยกัน เป็นการชิงตำแหน่งนายกฯระหว่าง 2 ป. คือ ป.ประยุทธ์ กับ ป.ประวิตร อาจถือว่าเป็นการผิดมรรยาทการเมืองร้ายแรง เพราะเอาเปรียบพรรคคู่แข่งอื่นๆที่ไม่มี 250 ส.ว. แต่งตั้งในมือในคำปราศรัยตอนหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมไม่ได้อยากมีอำนาจ การมีอำนาจต้องใช้ให้ถูกต้องเป็นธรรม” การที่ผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรค และเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ควรจะเข้าสู่อำนาจตามกติกา ที่ใช้กับพรรคคู่แข่งอื่นๆจึงจะเป็นประชาธิปไตย.