ขบวนการประชาธิปไตยยังเดินหน้า ต่อไป เพื่อรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ระบุว่า หากประเทศไทยไม่ให้อิสระกับท้องถิ่น จะไม่มีทางก้าวหน้าไปกว่านี้ได้อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล ได้รณรงค์ภายใต้โครงการ “ขอคนละชื่อเพื่อปลดล็อกท้องถิ่น” รวบรวมชื่อประชาชนได้เกือบ 8 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชน แล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในวันที่ 29-30 พฤศจิกายนจึงขอเรียกร้องประชาชนและ อปท. ร่วมกันรณรงค์เรียกร้องให้ ส.ว.รับหลักการร่างแก้ไข นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ภาคประชาชน และพรรคการเมืองจับมือกัน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะถูกอำนาจนิยมคว่ำอย่างซ้ำซาก แต่ไม่ยอมถอย เมื่อเร็วๆนี้ก็มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล เสนอญัตติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั่นก็คือ ญัตติของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้คณะรัฐมนตรีจัดทำประชามติถามประชาชนทั้งประเทศ เห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ญัตติผ่านสภาผู้แทนฯแล้ว แต่ต้องผ่านวุฒิสภา ไม่ทราบว่า ส.ว.จะเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หวังว่า ส.ว.จะไม่ขัดขวาง เพราะเท่ากับปิดปากประชาชนหรือมิฉะนั้น อาจเป็นการจงใจ ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือคำวินิจฉัยที่ว่า ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ต้องผ่านการลงประชามติ ส่วนร่างแก้ไขของคณะก้าวหน้า เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อกระจายอำนาจสู่ อปท. ให้มีความเป็นอิสระ สมกับเป็นองค์กรปกครองตนเองมี อปท.อยู่ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหาร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น นายก อบจ. แต่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือขี่คอ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยมหาดไทยมีผู้เปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศต่างเคยปกครองระบอบศักดินา มีการปฏิรูปการปกครองมาพร้อมๆ กัน ไทยเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยในปี 2475 ถึงวันนี้กว่า 90 ปี ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่งเป็นประชาธิปไตยเมื่อปี 2490 ช้ากว่าไทย 15 ปี แต่วันนี้ญี่ปุ่นก้าวหน้าไม่เห็นฝุ่น เพราะกระจายอำนาจให้ประชาชน ส่วนไทยยังเป็น “รัฐราชการรวมศูนย์”.