การอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา เกิดการปะทะคารมกันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว.หลายคู่ โดยเฉพาะการอภิปรายในประเด็นการแก้ไขมาตรา 272 ยกเลิกอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรี ของ ส.ว. ซึ่งเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะเป็นกลไกการสืบทอดอำนาจยกตัวอย่างการวิวาทะระหว่างนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล กับนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. นายรังสิมันต์ อภิปรายว่าเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสุด คือการยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะ ส.ว.เป็นกลไกสืบทอดอำนาจของระบอบประยุทธ์ นายกิตติศักดิ์ลุกขึ้นมาประท้วง และโต้กลับด้วยวาทะเผ็ดร้อนนายกิตติศักดิ์โต้ว่า ส.ว.มีประชาชนลงประชามติ 16 ล้านคน แต่ ส.ส.ผู้อภิปรายมีพื้นที่หรือไม่ (เพราะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ) คะแนนที่ได้มาจากการปัดเศษ นำไปสู่การประท้วงของ ส.ส.อีกหลายคน เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ ส.ว.ชอบอ้างว่า แม้ ส.ว.จะมาจากการแต่งตั้ง แต่ผ่านประชามติกว่า 16 ล้านเสียง จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญเหตุที่รัฐธรรมนูญ 2560 ได้รับ ความเห็นชอบ จากเสียงข้างมากของผู้ออกเสียง เนื่องจากโดยปกติคณะรัฐประหารคณะก่อนๆ มักจะยึดอำนาจแค่ปีเดียว แล้วร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน แต่คณะรัฐประหาร คสช.ลากยาวมาถึง 3 ปี คนส่วนใหญ่จึงลงมติให้ผ่านๆไป มิใช่การลงประชามติแท้เป็นการลงประชามติที่ “ปิดปาก” กลุ่มผู้เห็นต่าง ห้ามรณรงค์คัดค้านด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ผู้ฝ่าฝืนถูกจับกุมดำเนินคดีนับร้อยคน มีทั้งโทษจำคุกทั้งปรับ แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลส่งหน่วยเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อทำการโฆษณาชวน เพื่อเป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง”จึงไม่ถือว่าเป็นการลงประชามติที่แท้ เพราะไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสรี แต่มีผู้ชอบอ้างความชอบธรรม แต่ยังดีที่ไม่ถึงกับอ้างว่า ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 16 ล้านเสียง มากกว่า ส.ส.ไม่รู้กี่เท่า ร่าง พ.ร.บ.ประชามติที่แท้ เพิ่งจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับนี้ ต้องถือว่าเป็นก้าวใหม่ของประชาธิปไตยไทย ให้ประชาชนมีอำนาจลงประชามติ ในปัญหาสำคัญๆของประเทศ ไม่เฉพาะแต่ร่างรัฐธรรมนูญ รัฐสภาหรือประชาชน 5 หมื่นคนขึ้นไป มีสิทธิ์เข้าชื่อเสนอรัฐบาลจัดทำประชามติ เรื่องที่สำคัญเร่งด่วนสุดขณะนี้คืออยากได้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่.