เหตุการณ์ 16 ตุลาฯ 2563 “ตำรวจ ชุดปราบจลาจล” ลงมือปฏิบัติการสลายการชุมนุม “คณะราษฎร 2563” บริเวณแยกปทุมวัน “ด้วยการใช้โล่ และระดมฉีดสารระคายเคืองใส่มวลชน นักเรียน นักศึกษา ที่ชุมนุมกันอย่างสงบปราศจากอาวุธ ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกกลายเป็นข้อกังขาว่า “ปฏิบัติการสลายการชุมนุมเกินกว่าเหตุ” ปราศจากการใช้มาตรการตามหลักสากล และหลักมนุษยธรรม ในการควบคุมฝูงชน และการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนแม้ต่อมา “ตำรวจ” ชี้แจงว่าปฏิบัติการยึดหลักกฎหมายสากล ไม่ใช้อาวุธรุนแรงก่อผลกระทบต่อร่างกาย แต่ความจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ เพราะชุมนุมมิชอบด้วยกฎหมาย ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.และไม่ใช่สลายการชุมนุม แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ตามหลักสากล มีการแจ้งเตือนในที่ชุมนุมหลายครั้งก่อนใช้น้ำแรงดันจากเบาไปหาหนัก ขอยืนยันว่าส่วนผสมที่อยู่ในน้ำเป็นสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุตา หรือถึงแก่ชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุม อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวหนังระคายเคืองเท่านั้นแต่ว่าภารกิจการควบคุมสถานการณ์นี้ “ตำรวจปราบจลาจล” ต้องผ่านการฝึกแผนปฏิบัติการตามหลัก “คู่มือการฝึกและการปฏิบัติการควบคุมฝูงชน” สนง.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ตั้งแต่ก่อนคนรวมตัวเป็นฝูงชนตามหลัก...“แนวทางการตัดสินใจเลือกใช้ยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชน” ใช้การวิเคราะห์เป็นแนวทางยุทธวิธี มีจุดมุ่งหมายหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เน้นเชิงป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง ทำให้ต้องมี “การสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับการชุมนุม” ในการประเมินความสำเร็จการควบคุมฝูงชนนี้ยกตัวอย่างเช่น...โครงสร้าง ผู้ควบคุมสั่งการ แหล่งเงินทุนสนับสนุน เป้าหมายสัญลักษณ์การชุมนุม การเคลื่อนไหว ประเมินจุดเสี่ยง เช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านขายปืน เป้าหมายเลี่ยงต่อการก่อเหตุ เช่น ตู้ยามตำรวจ ธนาคาร ร้านทอง ลักษณะเหตุรุนแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้จากกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นต้นเพื่อให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้ปัจจัยจิตวิทยาฝูงชน และการข่าวเกี่ยวกับผู้ชุมนุมในการประเมินเพื่อนำมาเป็นข้อต่อรองการเจรจาให้ผู้ชุมนุมจัดกิจกรรมแสดงออกภายในขอบเขตกฎหมายเมื่อมีข้อมูลแล้วต้อง “เจรจาต่อรองส่งเสริมความสัมพันธ์” ระหว่างผู้บังคับบัญชาหน่วยตำรวจควบคุมฝูงชนกับแกนนำ และพูดคุยเจรจาเป็นวิธีดีที่สุดในการป้องกันเหตุร้าย เน้นผลลัพธ์ให้สิทธิเสรีภาพ การแสดงออกไม่เกินเขตกฎหมาย ซึ่งแกนนำจะมีความรู้สึกถึงชัยชนะในการแสดงออกถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมสังเกตจากทุกครั้ง “คณะราษฎร 63” นัดชุมนุมใหญ่ ก็มักมี “ผู้บังคับการหน่วย” พยายามจะเจรจากับ “แกนนำ” แม้จะถูกปฏิเสธการเจรจา หรือ ถูกมวลชนตะโกนด่า ก็มีความจำเป็นต้องพูดคุยเจรจาไม่เพียงเท่านั้น...“ปฏิบัติการควบคุมฝูงชน” จำเป็นต้อง “ประมาณผู้ชุมนุม” ยอดผู้ชุมนุมที่เป็นปัจจัยแก้ไขเหตุที่อาจเกิดขึ้น เพราะบางครั้งอาจ นำไปสู่การวางแผนผิดพลาดได้และ...ถ้ารายงานยอดมากเกินไปก็อาจเกิดความหวาดกลัวของประชาชนเพิ่มขึ้นในกรณีมีการเคลื่อนไหวอาจตรวจนับตามจุดการเดินแถวแล้วคูณด้วยค่าเฉลี่ยของคนในแถว หากไม่เคลื่อนก็คำนวณคนใน 1 ตร.ม. กับพื้นที่ที่ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปมาช่วยหาจำนวนผู้ชุมนุมอยู่มากน้อยเพียงใดประเด็น...“การใช้กำลังตำรวจในการควบคุมฝูงชน” มีแบบวิธีตามหลักสากล มีแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงจากเบาไปหาหนัก ตามหลักการใช้กำลังปฏิบัติการควบคุมฝูงชน 10 ขั้นบันไดได้แก่...1.วางกำลังในเครื่องแบบปกติ 2.จัดตั้งรูปขบวน 3.วางกำลังพร้อมอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน 4.เคลื่อนไหวกดดัน 5.ใช้เครื่องกระจายเสียงระดับสูง 6.ใช้แก๊สน้ำตา 7.ปะทะบังคับร่างกาย 8.ใช้น้ำฉีด 9.ใช้กระสุนยางเฉพาะบุคคล และ 10.ใช้อาวุธปืนเฉพาะบุคคลเรื่องการใช้กำลังทุกระดับต้องมีการเจรจา หรือแจ้งเตือนกับแกนนำ หรือฝูงชนตลอดเวลาของการควบคุมฝูงชนเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างการใช้กำลังระดับใดก็ตาม เพื่อให้เกิดผลทางด้านจิตวิทยาการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ หรือการจัดระเบียบให้ฝูงชน“เจ้าหน้าที่ต้องระลึกเสมอว่า การใช้กำลังอาจล่วงละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานบุคคลเสมอ ดังนั้น ต้องตระหนักต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีมาแต่กำเนิดอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะสิทธิที่จะมีชีวิตอิสรภาพ และความมั่นคง ในการใช้กำลังต้องมีกฎที่เข้มงวดตามกฎหมาย ตามหลักพื้นฐานการใช้กำลังเฉพาะ”ยึดปฏิบัติตามกฎหมายด้วยวิธีการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมเรียกร้องที่ขัดต่อกฎหมาย คือ 1.ใช้กำลังเท่าที่จำเป็น เพื่อปฏิบัติให้เป็นตามกฎหมาย 2.กำลังที่ใช้ต้องสมส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น 3.กำลังที่ใช้ต้องถูกตามกฎหมายให้อำนาจไว้ และ 4.กำลังที่ใช้ต้องตรวจสอบได้ โปร่งใส และผู้ใช้ต้องมีความรับผิดชอบ เหตุการณ์สลายการชุมนุมคณะราษฎร 2563 บริเวณแยกปทุมวัน “ตำรวจ” ออกมาแถลงห้ามชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 3 ครั้ง คือ 13.00 น., 16.20 น. และ 17.15 น. เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลในการควบคุมฝูงชนและมีประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม และอ่านข้อกำหนด 3 ข้อ ตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และตำรวจควบคุมฝูงชนก็เคลื่อนขบวนมาแยกปทุมวัน แต่ผู้ชุมนุมตะโกนว่า “ขี้ข้าเผด็จการ”ก่อนที่ตำรวจได้ประกาศผ่านรถเครื่องขยายเสียงให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านทันที พร้อมเคลื่อนรถฉีดน้ำแรงดันสูงอย่างน้อย 3 คัน เข้ามาใช้ในปฏิบัติการกระชับพื้นที่ใกล้พื้นที่ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศว่า “จะใช้น้ำ ขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายในเวลานี้” แต่ผู้ชุมนุมตะโกนขับไล่เจ้าหน้าที่ “ออกไป” ด้วยการทำสัญลักษณ์ “ชู 3 นิ้ว”อีกทั้งยังตะโกน “ทุกคนคือแกนนำ” ดังกึกก้องแยกปทุมวันจากผู้ชุมนุมที่พากัน “ชู 3 นิ้ว”นับว่าเข้าตามหลักสากล “สถานการณ์ตึงเครียด” คือ ฝูงชนมีการยั่วยุให้เกิดการปะทะ หรือฝ่าฝืนขัดคำสั่งคำแนะนำของเจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มกระทำผิดกฎหมาย เข้ารุกล้ำพื้นที่เส้นทางที่หวงห้ามมากขึ้นเป็นลำดับด้วยเหตุนี้กำลังที่เข้าควบคุมสถานการณ์จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเชิงรุกตลอดเวลา เพื่อลดความกดดันของกำลังตำรวจ ที่เป็นการแสดงความพร้อมตลอดเวลา เช่น ปรับรูปขบวนเป็นระยะ ปรับระยะปลอดภัยโดยตลอดการใช้เทคนิคควบคุมฝูงชนรูปแบบต่างๆ เช่น การเดิน การวิ่ง การแยก การรวม การบุก การรุกแล้วถอย หรือการถอยของรูปขบวน เป็นต้น โดยอาจมีการปะทะกันระหว่างกำลังเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมฝูงชนกับฝูงชนบ้างบางส่วน แต่ไม่รุนแรงและยังควบคุมสถานการณ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา หรืออาวุธอื่นๆถ้าระดับ “สถานการณ์รุนแรง” จนเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ หรือผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ไม่เชื่อผู้นำชุมนุม มีแนวโน้มฝ่าฝืนกฎหมายมากขึ้น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องควบคุมให้อยู่ในพื้นที่กำหนดไว้ด้วยการใช้รูปขบวนเข้า ปะทะ พร้อมๆกับการใช้อุปกรณ์พิเศษที่เป็นอันตรายไม่ถึงตาย รวมถึงการใช้กระสุนยางยิงเพื่อป้องกันตนเองเมื่อ “ใช้กำลังรุนแรง” ไม่สามารถทำให้ฝูงชนรวมตัวอยู่อย่างสงบได้ มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธกระบองหรือกำลังทางร่างกายเข้าปะทะได้ รวมทั้งใช้ เทคนิคมากขึ้น เช่น จับกุมในฝูงชน หรือการจับกุมขนาดใหญ่ได้ ถ้ายัง “เคลื่อน-ไหวฝูงชนมากขึ้น” พร้อมอาวุธร้ายแรง นำมาใช้ประทุษร้ายต่อเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้องสลายฝูงชนจุดนั้นทันทีผู้บัญชาการเหตุการณ์พื้นที่สามารถสั่งให้รูปขบวนถอนตัวเพื่อให้มีระยะ ปลอดภัยได้ ถ้า “การชุมนุมเปลี่ยนเป็นการจลาจล” เกิดความวุ่นวายขึ้น มีการ ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สินทางราชการอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนสามารถใช้กระสุนยางตอบโต้ได้ แต่ต้องเป็นเหตุผลป้องกันตัวภายใต้การสั่งการผู้บัญชาการเหตุการณ์ระดับผู้บังคับกองร้อยขึ้นไป โดยเฉพาะ “จลาจลรุนแรง” มีการใช้อาวุธร้ายแรง เช่น ปืน เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็สามารถใช้กำลังยิงตอบโต้ได้ทันที ที่ต้องเป็นการยิงเฉพาะบุคคลกระทำผิดโดยมีอาวุธรุนแรง และทำร้ายเจ้าหน้าที่ในขณะนั้น โดยเหตุผลยับยั้งและป้องกันตัวตามกฎหมายเท่านั้นการใช้กำลังข้อ 5-9 ต้องเตือนด้วยวาจาก่อน และให้ผู้ชุมนุมมีโอกาส ดำเนินการตามที่เตือนทุกครั้งของการยิง ถ้าการเตือนและรอเวลาจะไม่ทำให้เกิดอันตราย หรือทำให้ไม่สามารถยับยั้งอันตรายได้เชื่อว่า...ตำรวจหลายนายไม่อยากปฏิบัติการใดๆที่ก่อผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของพี่น้องประชาชน แต่ด้วยความจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้นเอง.