(ภาพ : อนุพงษ์ เผ่าจินดา,ประวิตร วงษ์สุวรรณ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา)บอกแล้วไง...ไม่ง่ายอย่างคิดแม้แต่ในพรรคพลังประชารัฐที่ได้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขยับขึ้นไปเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่เต็มตัวเพื่อความลงตัวในการควบคุมอำนาจของ “3 ป.”“พี่ใหญ่” คุมงานการเมืองก็คือการคุมเสียงสนับสนุนให้เป็นเอกภาพทั้งระบบไม่ให้เกิดความวุ่นวายอย่างที่ผ่านมา“น้องรอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่รัฐบาล คสช.รู้กันดีว่ากระทรวงนี้มีความสำคัญนอกจากคุมข้าราชการในสังกัดทั่วประเทศแล้วยังคาบเกี่ยวไปถึงระดับท้องถิ่นทั้งระบบแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่ก็ต้องขึ้นตรงกับมหาดไทยด้วยระบบการกระจายอำนาจกึ่งรวบอำนาจที่ส่วนกลางยังไม่ปล่อยอย่างอิสระผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งเป็นต้นแบบก็ยังอยู่ในครรลองนี้ความจำเป็นที่ต้องคุมมหาดไทยก็เพราะเกี่ยวข้องกับมวลชนโดยตรง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแยกไม่ออก“น้องเล็ก” คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกฯทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในฐานะผู้นำประเทศ3 ประสานนี้คือกลไกสำคัญที่จะต้องเชื่อมโยงให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อให้ศูนย์อำนาจมีความมั่นคงและแข็งแกร่งสามารถเอาชนะศึกการเมืองในทุกรูปแบบอย่าไปเชื่อว่า “3 ป.” ขัดแย้งกันบ้าง ไปกันคนละทางบ้างเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดเพราะหากแยกส่วนกันเมื่อใดพังไปนานแล้ว...เพียงแต่ว่าต่างคนต่างแสดงบทบาทในมิติต่างๆไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายไม่มีใครสามารถเข้าไปแซะได้แม้แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาจะเอาพรรคไหนมาร่วมก็มีการปรึกษาหารือกันก่อนที่จะตัดสินใจสุดท้ายหรือการจัดรัฐมนตรีก็ไม่ต่างกันการที่ พล.อ.ประวิตรต้องตัดสินใจเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้นถือว่าเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อสร้างเอกภาพในรัฐบาลเพราะเชื่อว่ามีบารมี “ใจถึง พึ่งได้” อย่างที่รู้ๆกันอยู่จึงมั่นใจได้ว่าเอาอยู่แต่อีกมุมหนึ่งที่มองผ่านไม่ได้เพราะตำแหน่งหัวหน้าพรรคจากนี้ไปก็จะต้องอยู่ในภาวะคลุกวงในใกล้ชิดกับบรรดา ส.ส.อย่างเต็มตัวที่สุดก็คือเป็นหัวหน้านักการเมืองอย่างที่เคยสัมผัสมาก็คงแค่แตะๆคุ้นเคยกันสัมผัสกันแต่ยังกินข้าวคนละหม้อ...แค่นั้นในมิติใหม่นี้จะต่างกับที่ผ่านมาเหมือนหนังคนละม้วนเช่นกันในความแข็งแกร่งของ “พี่ใหญ่” เป็นที่ยอมรับแต่ภาพที่มองเห็นหลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นนักการเมืองระดับเขี้ยวลากดินได้เข้ามารวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อกลุ่ม “3 ป.” ชัดเจนมากขึ้นอันหมายถึงว่าด้านหนึ่งจะเป็นตัวช่วยในด้านเสถียรภาพแต่อีกด้านหนึ่งอำนาจการต่อรองก็จะยกระดับสูงขึ้นการบริหารจัดการกับบรรดานักการเมืองเหล่านี้จึงเป็นจุดสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เพราะเมื่อได้อำนาจเต็มๆกันแล้วจะกินรวบแค่ฝ่ายเดียวไม่ได้แค่ได้กลิ่นปรับ ครม.ก็เริ่มออกฤทธิ์กันแล้ว...“สายล่อฟ้า”