“ไฟป่าดอยสุเทพดับได้หมดแล้ว” หัวข่าวเล็กๆ หน้า 15 นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563...หลายจังหวัด เร่งแก้ปัญหาหมอกควันหลังยังมีการ “เผาป่า” ให้เห็นอย่างต่อเนื่องพบยังเกิดจุด “Hotspot” ในพื้นที่อีก 279 จุด อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 145 จุด ป่าอนุรักษ์ 128 จุด เขต ส.ป.ก. 5 จุด และพื้นที่อื่นๆ 1 จุด โดยพื้นที่อำเภอแม่ริม เขตรอยต่ออำเภอเมืองเชียงใหม่ ยังมีค่าฝุ่นละอองสูงถึง 432 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่ายัง “สูงมาก” เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานอยู่ที่ระดับไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สาเหตุที่ประเมินกัน...เกิดจาก “ควันไฟ” ในพื้นที่อื่นเข้ามาหาเพราะพื้นที่ป่าอำเภอแม่ริมเป็นพื้นที่ป่าดอยสุเทพ มีการควบคุมไฟป่าได้บ้างแล้วหนึ่งในความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ...การ “ดับไฟป่า” ได้ทันท่วงทีเป็นงานที่ยากลำบากมากๆ นั่นเป็นเพราะว่าการจุดไฟเผาป่า...“ฝีมือมนุษย์” ยังคงเป็นเรื่องของวิถีธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้านมานานแล้ว“จุด” เพื่อเผาวัชพืช เศษใบไม้ใบหญ้า...เตรียมทำ “การเกษตร” ในรอบถัดไป แถมจุดที่ “ไหม้” อยู่ใน “ป่า”...เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางเข้าไปทำงานค่อนข้างยาก กระนั้นทุกๆคนก็ไม่ย่อท้อ “หยุดเผา ลดฝุ่น เพื่อสุขภาพปอด” ไม่ใช่มาตรการรณรงค์เล่นๆ หากแต่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ในปี 2563 เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวคิดสร้างเกษตรกรต้นแบบ ให้เกษตรกรสามารถเป็นวิทยากรด้านการทำการเกษตรปลอดการเผารวมทั้งสิ้น 16,800 รายและ...สร้าง “ชุมชนเกษตรกรต้นแบบ” รวมทั้งสิ้น 210 แห่งเป้าหมายสำคัญ...เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แนะนำทางเลือกในการใช้ “เทคโนโลยีการเกษตร” ทดแทน “การเผา”ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร รวมทั้งสร้างต้นแบบการทำเกษตรปลอดการเผา เพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในระยะต่อไปขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการไปยังกรมส่งเสริมการเกษตรและจังหวัดต่างๆแล้วให้เร่งดำเนินการควบคุม กำกับดูแล เข้มงวดไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่การเกษตรในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาในเวทีถ่ายทอดความรู้ต่างๆรวมทั้งให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันแก้ไข...ป้องกันปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผา และฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆตลอดจนให้การสนับสนุนมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรการรณรงค์จะเน้นพื้นที่ที่ประสบปัญหาวิกฤติหมอกควันปกคลุมรุนแรงใน 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก อุตรดิตถ์และ...ขยายผลการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีการเผาสูง 26 จังหวัดประกอบด้วย...กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร อุดรธานี กำแพงเพชร พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก มหาสารคาม ยโสธร ศรีสะเกษ สุโขทัย สุพรรณบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานีนับรวมไปถึงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีก 6 จังหวัดด้วยประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ ขณะนี้ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์กระตุ้นจิตสำนึก เพื่อหยุดเผาและดำเนินการอบรมเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายครบแล้วคิดเป็นร้อยละ 100 ของเป้าหมายในช่วงที่เกิดวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็กปกคลุมกระจายทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ...ปริมณฑล รวมทั้งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้สั่งการเพิ่มเติมให้ทุกจังหวัดเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตรอย่างเร่งด่วนฉายภาพไปที่ “กรมส่งเสริมการเกษตร” ได้มอบหมายให้ “เกษตรจังหวัด” บูรณาการแผนงานโครงการป้องกัน...แก้ไขปัญหาการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช เศษวัสดุทางการเกษตร “เร่งสร้างการรับรู้ พร้อมๆกับรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผา และให้เกษตรอำเภอจัดตั้งชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ เพื่อออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง แจ้งเหตุ”อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถานการณ์วิกฤติ “หมอกควัน” และ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก” หรือ “PM2.5” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย...ต้องยอมรับความจริงที่ว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ “การเผาพื้นที่ การเกษตร” เพื่อเตรียมเพาะปลูกสำหรับฤดูกาลผลิตถัดไปแน่นอนว่าการเผาที่เกิดขึ้นนี้...ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เป็นตัวการสำคัญที่มีผลต่อการทำงาน ของระบบทางเดินหายใจ ประกอบกับปัจจุบันเรากำลังประสบกับปัญหาวิกฤติไวรัสโควิด–19 ที่สามารถเข้าทำลายปอด และส่งผลให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจเช่นกันนอกจากนี้ “การเผา” ในพื้นที่การเกษตรยังเป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ผลผลิตต่ำ คุณภาพไม่ได้มาตรฐานรวมทั้ง “เกษตรกร” ยังต้อง “ลงทุน” ในการปรับสภาพดินมากขึ้นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนข้างต้น จะใช้ “เครือข่ายเกษตรกร” ของ “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)” ร่วมเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังป้องกันในพื้นที่น่าสนใจว่า...ผลการดำเนินงานที่ได้รับรายงานจากกรมส่งเสริมการ เกษตร มีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการกว่า 1,500 ชุด มีการสร้างการรับรู้ผ่าน การอบรมหลักสูตรต่างๆกว่า 180,000 ราย ในชุมชนกว่า 20,000 ชุมชน รวมทั้งมีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์กว่า 25,000 ครั้งอยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรว่า การปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อลดการเผายังมีหลายวิธี อย่างเช่น การไถกลบตอซัง ฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และคืนชีวิตให้ดิน การนำฟางข้าวหรือเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูกมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ทดแทนปุ๋ยเคมี หรือการนำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้เลี้ยงสัตว์ การผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่ง“หรือ...แม้แต่การห่มดินโดยนำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า มาคลุมบริเวณต้นพืช เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับดินในสภาวะขาดน้ำ หรือฝนทิ้งช่วงจึงอยากขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรงดการเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อร่วมกันบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และหมอกควัน ในพื้นที่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง”นอกจากนี้แล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรนำมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร เข้าที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด...คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัดเพื่อยกระดับการทำงาน ทั้งยังขอความร่วมมือประชาชน หากพบ “การเผา” เศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรให้แจ้งไปยังสายด่วนฉุกเฉิน “1784”...สำหรับทุกพื้นที่ หรือ “1362”...สำหรับพื้นที่ป่า“หยุดเผา ลดฝุ่น เพื่อสุขภาพปอด” ต้องทำให้ได้และเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน.