ช่วงเวลาปลีกวิเวกอยู่ในบ้าน คนแก่กลุ่มเสี่ยงอย่างผมมีเวลาค้นหนังสือเล่มหนาๆอ่าน จำได้ว่า นิทานเรื่องหนึ่งที่ชอบใจ มีที่มาจากคำสอนของมหาวีระ ศาสดาของศาสนาเซน ศาสดารุ่นราวคราวเดียวกับพระพุทธเจ้าก็ศาสนาที่มีสาวกสองนิกาย นิกายแรกทิคัมพร นุ่งลมห่มฟ้า ที่เราเรียกว่าชีเปลือย อีกนิกายแยกแตกหน่อออกไป นุ่งผ้าสีขาว เรียกว่า เศวตัมพร นั่นปะไรผมค้นหนังสือบ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย ที่อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ แปลจากผู้รู้ฝรั่ง แต่ยังหาไม่เจอแต่ก็ได้ความรู้เพิ่มเติม นิพพาน คือความหลุดพ้น ไม่เวียนว่ายตายเกิดของพระพุทธศาสนา มหาวีระก็มีเหมือนกัน เรียกว่า “ไกวัลย์”นิทานเรื่องที่ผมเคยเอาของใครๆ รวมของพระอาจารย์พรหม เล่าไปแล้ว อยากเอามาเล่าอีกตอนนี้ ตอนที่คนทั่วไปโหยหาความสงบเงียบภายใน ตอนจบจะนับเป็นไกวัลย์หรือไม่ ลองอ่านกันดูอีกทีชายคนหนึ่งเดินอยู่ในป่า เจอเสือสองตัวซึ่งหน้าก็วิ่งหนี ขณะเสือไล่ตามติด ก็ถึงริมลำน้ำใหญ่ จะกระโจนลงในน้ำ ก็ว่ายน้ำไม่เป็นเคราะห์ดี ริมฝั่งน้ำนั้นยังมีต้นไม้ใหญ่ ร่มใบหนา ชายคนนั้นจึงปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่สองเสือคำรามเสียงดัง วนเวียนเขย่าขวัญอยู่โคนต้นไม้ ก็ยิ่งปีนสูงขึ้นไปๆ เมื่อมองลงไปในลำน้ำ เขาก็เห็นจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ตั้งท่าอ้าปากรออยู่ริมฝั่ง“โชคดี...ที่ไม่กระโจนลงน้ำ” ชายผู้อยู่ในชะตากรรมแบบโบราณว่า หนีเสือปะจระเข้ รำพึงแต่ที่จริง เขาโชคไม่ดีเอาเสียเลย เพราะทันทีที่ตะกายสูงขึ้นไป ก็เหลือบมองเห็นงูใหญ่กำลังห้อยหัวลงมาใกล้ถึงตัวเขาเต็มทีชายผู้เคราะห์ร้าย...เคราะห์ซ้ำกรรมซัด หยุดนิ่งกับที่ เขาเกาะกิ่งไม้ไว้แน่นจะปีนต่อไป ก็จะเป็นเหยื่องู จะถอยลงดิน ก็เป็นเหยื่อเสือครั้นจะกระโจนลงน้ำ ก็ไม่แน่ว่า จะตายเพราะจมน้ำหรือเป็นอาหารจระเข้ในภาวะอับจน สิ้นหนทางนั่นเอง เขามองไปรอบๆตัว ก็สะดุดพวงผลไม้...ขนาดและสีสันของมัน เขาแน่ใจ เป็นผลไม้ที่กินได้ รสหวานอร่อยเขาไม่รอช้า...ยื่นมือไปคว้าไม่มีเสือบนดิน ไม่มีจระเข้ในน้ำ ไม่มีงูเหนือหัวเขาบนต้นไม้ ให้ต้องคิดต่อไปเขาปลิดผลไม้ผลหนึ่งยัดเข้าปาก และเคี้ยวมัน...รสชาติมันช่างหวานชื่นใจเสียเหลือเกิน“อืม...ๆ” เขาคำรามด้วยความสุขใจความสุขจากรสผลไม้ที่เขาได้ลิ้มลองในเวลานั้น...ตามคำสอนของพระมหาวีระ ศาสนาเซนจะนับเป็น “ไกวัลย์” คือความหลุดพ้น เหมือนนิพพานของพุทธศาสนาหรือไม่?หรือจะเหมือนอาการ “ซาโตริ” บรรลุแบบฉับพลัน ของพระในพุทธศาสนานิกายเซนถ้าไม่ใช่ ผมว่า ก็คงใกล้เคียงเต็มทีคติจากนิทานเรื่องนี้ ตรงกับคำสอนของหลายๆศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด อย่าโหยให้กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว อย่ากังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง...ถ้าทำได้ วันนี้หรือวันหน้าก็จะดีไปยิ่งขึ้นผมเห็นข้อดีของการปลีกวิเวกอยู่ในบ้าน ถ้าตอบโจทย์สามข้อสำคัญ ใครสำคัญที่สุด เวลาไหนสำคัญที่สุด และอะไรสำคัญที่สุด ได้ถูกต้องทุกข้อ...คนตรงหน้า เวลานี้ และทำประโยชน์รู้ตัวไหม...ไม่ว่าจะมีฐานะเป็นอะไร...คุณคือ “จักรพรรดิ” เพราะสามวิทยายุทธ์นี้ เป็นวิทยายุทธ์ของจักรพรรดิช่วยเมียลูกทำงานบ้าน ดูหนังฟังเพลง หรือกระทั่งฟังธรรม ด้วยกัน แค่นี้เอง คุณก็เป็นจักรพรรดิในบ้านเต็มตัว.กิเลน ประลองเชิง