ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อ เทคโนโลยี Blockchain ที่มากับ Bitcoin เงินดิจิทัลสกุลแรกในโลก ที่ทุกคนเชื่อว่า เป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงสุด ไม่มีใครสามารถเจาะได้ เพราะ มีการเก็บข้อมูลแบบกระจาย ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ไม่มีใครรู้ว่าซื้อขายเงินดิจิทัลกับใคร วันนี้ความเชื่อนี้ถูกทำลายลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อ Coincheck Inc. บริษัทซื้อขายเงินดิจิทัล Cryptocurrency ถูกแฮกเกอร์เจาะระบบขโมยเงินดิจิทัลสกุล NEM ไปกว่า 58,000 ล้านเยน ราว 532 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยกว่า 17,000 ล้านบาท เป็นการแฮกเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่ปี 2557 หลังจากที่มีบิทคอยน์ญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ยอมรับ เงินดิจิทัล เป็น เงินที่ถูกกฎหมายหลังจากที่ คอยน์เช็ค ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อ 3 วันก่อนว่าระบบซื้อขายเงินดิจิทัลของบริษัทถูกแฮกเกอร์ขโมยเงินดิจิทัลสกุล NEM ไปกว่า 58,000 ล้านเยน สำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของญี่ปุ่น หรือ FSA ก็ออกมาแถลงว่า ในอนาคตอาจมีการแฮกตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลที่รุนแรงกว่าครั้งนี้อีกส่วน บริษัทคอยน์เช็ค ก็แถลงว่า บริษัทจะชดใช้เงินให้ลูกค้ากว่า 260,000 ราย ที่ถูกแฮกเกอร์โจรกรรมเงินดิจิทัลไป โดยจะจ่ายเป็นเงินสดให้ 88.5 เยนต่อ 1 หน่วยเอ็นอีเอ็ม และกำลังเร่งหาสาเหตุที่ถูกแฮกเกอร์เจาะเข้าระบบได้ข้อมูลที่ บริษัทคอยน์เช็ค แถลงมาทั้งหมด เป็นหลักฐานแสดงว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชน” ไม่มีความปลอดภัยจริงตามราคาคุย มิหนำซ้ำยัง “ไม่มีความลับจริง” เพราะบริษัทสามารถรู้ว่าลูกค้ากว่า 260,000 ราย ใครถูกแฮกเงินไปเท่าไหร่ เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของ “เงินดิจิทัล” และ “ระบบบล็อกเชน” ครั้งใหญ่ที่สุดที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ เอฟเอสเอ เปิดเผยว่า บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า คำเตือนของเอฟเอสเอที่มีต่อบริษัทคอยน์เช็คในอดีต ให้ระวังความหละหลวมของระบบความปลอดภัยที่อาจทำให้ การฟอกเงินโดยองค์กรผู้ก่อการร้าย และ บริษัทอาชญากรรม ผ่านเงินดิจิทัลสกุลอื่น ที่มีการซื้อขายในระบบแลกเปลี่ยนของคอยน์เช็คเป็นความจริง บริษัทยอมรับว่า บริษัทยังขาดความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและบุคลากร ที่จะทำให้แน่ใจว่า เงินดิจิทัล NEM ของบริษัทจะไม่ถูกแฮกได้ใครที่หวังจะร่ำรวยจากเงินดิจิทัล ต้องคิดให้ดีหลายพันตลบ มิฉะนั้นเงินที่เก็บหอมรอมริบอาจถูกแฮกสูญหายไปในระบบในชั่วพริบตาเพียงไม่กี่วินาทีบริษัทคอยน์เช็ค ให้บริการซื้อขาย เงินดิจิทัลถึง 13 สกุล บางสกุลเป็นเงินดิจิทัลที่รู้จักกันในนาม “anonymous currency” หรือ “เงินดิจิทัลที่ไม่มีชื่อ” ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเส้นทางสิ้นสุดของเงินดิจิทัลสกุลนี้อยู่ที่ไหนก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังไทย ก็ได้ออกประกาศแจ้งเตือนว่า การซื้อขายเงินดิจิทัลที่อาจเข้าข่ายความผิดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง เพราะปัจจุบัน “เงินสกุลดิจิทัล” อาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เป็นสิ่งที่ชำระหนี้ได้ และ มีมูลค่าดังเช่นสกุลเงินสกุลหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว สกุลเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ เป็นต้น เป็นเพียง “หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายมูลค่าของเงินสกุลดิจิทัล เกิดจาก อุปสงค์และอุปทานของตัวมันเอง (จึงปั่นราคาขึ้นลงได้อย่างสบาย) ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยที่ตัวมันเองไม่มีกิจการใดที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับในการสร้างรายได้ เพื่อการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน (เงินดิจิทัลที่มีการจ่ายผลตอบแทนคือแชร์ลูกโซ่)ประกาศของ กระทรวงการคลัง ยังระบุว่า “ตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน ได้วางหลักข้อกฎหมายว่า ผู้ใดอยู่ในประเทศไทย โฆษณาหรือประกาศเชิญชวนให้ลงทุนใดๆที่มีพฤติกรรมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูง โดยไม่มีกิจการใดที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับ อาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5–10 ปีและปรับตั้งแต่ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท”ก็ต้องคอยดูกันต่อไป เงินดิจิทัลในโลกสีเทา จะผงาดขึ้นในเมืองไทยหรือไม่.“ลม เปลี่ยนทิศ”