นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)“เอนก” ตอกยํ้ายึดโมเดลแม่นํ้าห้าสายปฏิรูปการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำจะไม่เหนื่อยฟรี พร้อมรับคำเตือน “บรรยง” ไม่วางกับดักทำการเมืองเข้าสู่วิกฤติอีก โฆษก กห.กระตุกพวกคนส่วนน้อยที่ส่งเสียงดังกลับมาอยู่ใต้กรอบกฎหมาย กกต.จัดติวเข้ม ผอ.เลือกตั้งทั่วปท. กางปฏิทินย้ำได้เลือกตั้ง ส.ส.แน่ ส.ค.61 “วิษณุ” มึนยังไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่าง “นิพิฏฐ์” แนะจับตาสัญญาณ คสช. ดึงเกมยื้อเลือกตั้ง “บิ๊กป้อม” ยันไม่มีเจ้าหน้าที่พา “ปู” หนี เชื่อสังคมไม่คาใจเพราะรู้ว่าไปแล้ว “มาร์ค” ไล่บี้ถอนพาสปอร์ต เตือนถ้าขอลี้ภัยได้งานเข้า คสช.แน่ “เต้น” พ้อคดีสลาย นปช.เหมือนงูกินหาง “บิ๊กตู่” เหินฟ้าไปจีน ถกเวทีผู้ค้าใหม่ร่วมลงนามข้อตกลงรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนจากกรณีที่นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ออกมาทักท้วงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล คสช. อาจจะกลายเป็นโซ่ตรวนล่ามชาติมากกว่าการผลักดันให้ประเทศไทยเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดตามพิมพ์เขียวที่คสช.วางไว้นั้น นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์“เอนก” ยึดโมเดลแม่น้ำห้าสายเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ที่รัฐสภา นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนัดแรกว่า ที่ประชุมกำหนดกรอบการทำงาน โดยตั้งแต่วันนี้จนถึงกลางเดือน ต.ค. เป็นการจัดทำแผนปฏิรูปการเมือง 5 ปี ช่วงกลางเดือน ต.ค.-พ.ย. เป็นขั้นตอนร่างแผนปฏิรูปการเมือง คาดว่าใช้เวลา 1 เดือน จากนั้นช่วงกลางเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะนำแผนมาหารือหากทุกฝ่ายเห็นพ้องกันจะนำเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ ในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาต่อไป เราจะไม่เริ่มจากศูนย์หรือนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำแผนที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และแนวทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการไว้ รวมถึงผลการศึกษาของหน่วยงานต่างๆมาต่อยอดมั่นใจสิ่งที่ทำมาไม่เหนื่อยฟรีนายเอนกกล่าวต่อว่า ยอมรับว่าเวลา 3 เดือนในการจัดทำแผนปฏิรูปการเมืองถือว่าสั้น แต่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำจะไม่เหนื่อยฟรี แต่ไม่คาดหวังว่าแผนจะครอบคลุมทุกอย่าง นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นชุดสุดท้ายที่มาทำแผนปฏิรูปการเมือง ดังนั้นการจัดทำแผนปฏิรูปการเมืองจะนำแนวทางสร้างความปรองดองมาบรรจุไว้ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ แต่การเขียนแผนจะไม่ลงรายละเอียดมากเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ส่วนกรณีนายบรรยง พงษ์พานิช อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ระบุว่าแผนปฏิรูปการเมืองอาจเป็นกับดักทำให้การเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤตินั้น เราจะไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด ไม่ทำงานผลีผลาม พร้อมรับฟังคำเตือนและคำแนะนำจากทุกฝ่ายกห.กระตุ้นสังคมปลุกจิตสำนึกที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวว่า สังคมต้องช่วยกันปลุกจิตสำนึกว่าอะไรควรปฏิบัติ การปรองดองคือสิ่งที่ทุกคนทำร่วมกัน คนส่วนใหญ่อยู่ในกรอบกติกา แต่มีคนส่วนน้อยออกไปบ้างและเสียงดัง เราต้องดึงคนส่วนน้อยให้กลับมาอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย วันนี้ใครอยู่นอกกรอบกฎหมายต้องมาปรองดองกับประชาชน ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ภายใต้กรอบกฎหมาย เมื่อถามว่าดูเหมือนนักการเมืองไม่เข้าร่วมสร้างความปรองดองเท่าที่ควร พล.ต.คงชีพตอบว่า ไม่เป็นไร หากเขานิ่งแต่อยู่ในกรอบกฎหมาย ก็หมายความว่าเขาเดินหน้าปรองดองแล้ว ไม่ต้องตอบสนองโดยเซ็นเอ็มโอยู ถึงวันหนึ่งหากเห็นว่าดีค่อยทำไป หากนักการเมืองรับรองต่อหน้าประชาชนแล้ว เรามั่นใจว่าปัญหาในอนาคตจะไม่เกิดขึ้น นายศุภชัย สมเจริญกกต.ติวเข้ม ผอ.เลือกตั้งทั่ว ปท.ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งทั้ง 77 จังหวัด มีการจัดทำคู่มือการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. แจกด้วย นายศุภชัยกล่าวชี้แจงแนวคิดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เปลี่ยนรูปแบบเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ จากแบบพรรคเดียวเบอร์เดียว มาเป็นแยกเบอร์รายเขต ว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เคยจำลองการจัดเลือกตั้ง ส.ส.แบบใหม่ เพื่อสะท้อนถึงปัญหาไปแล้วว่าจะมีความยุ่งยากอย่างไร แต่ กกต.คงไม่ส่งความเห็นเพิ่มเติมไปยัง กรธ. เว้นแต่จะเห็นว่าจำเป็นจริงๆ สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่รอการประกาศใช้นั้น เมื่อประกาศใช้แล้วคงนำเข้าที่ประชุม กกต.อีกครั้ง ว่ามีส่วนใดที่เป็นปัญหา ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่กางปฏิทินย้ำได้เลือกตั้ง ส.ค.61ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกต.ได้ฉายวีดิทัศน์ปฏิทินเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ ผอ.เลือกตั้งทั้ง 77 จังหวัดได้ชมในที่ประชุม โดยคาดการณ์ว่าช่วงเดือน ธ.ค.นี้ กรธ.จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวต่อที่ประชุม สนช. ต้นเดือน ก.พ.2561 กฎหมายน่าจะมีผลใช้บังคับ จากนั้น กกต.จะเริ่มกระบวนการสรรหาประมาณเดือน มี.ค.-เม.ย.2561 และสามารถเลือกผู้สมัครระดับประเทศและประกาศผลการเลือก ส.ว. 200 คน ได้ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.2561 ก่อนส่งให้ คสช.คัดเลือกเหลือ 50 คน เพื่อนำไปรวมกับ ส.ว.ในสัดส่วนที่ คสช.คัดเลือกอีก 200 คน รวมเป็น 250 คน ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส. คาดการณ์ว่า กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ. ให้ สนช.พิจารณาต้นเดือน ธ.ค.เช่นกัน กฎหมายน่าจะมีผลใช้บังคับประมาณเดือน มี.ค.2561 และเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง โดยช่วงที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งน่าจะเป็นเดือน พ.ค.-มิ.ย.2561 และมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในเดือน ส.ค.2561 นายวิษณุ เครืองาม“วิษณุ” มึนยังไม่มีอะไรชัดเจนที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบการวางปฏิทินเลือกตั้ง ส.ส. ช่วงเดือน ส.ค.2561 ของ กกต. ตอบไม่ถูก มีโอกาสสอบถาม กกต. ถึงที่มาที่ไปของการกำหนดวันดังกล่าว เขาตอบเพียงว่าการกำหนดวันจะถูกหรือผิด ไม่สำคัญ แต่ กกต.จำเป็นต้องกำหนด เพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ในการทำงาน ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไปโดยไม่รู้ว่าต้องทำงานถึงเมื่อไหร่ เป็นเพียงการเตรียมการของ กกต.ไว้ก่อน รัฐบาลยังตอบอะไรไม่ถูก ทุกคนรู้ว่าโรดแม็ปจะเดินอย่างไร บางเรื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทูลเกล้าฯถวายไป บางเรื่องก็เป็นเรื่องของการประกาศใช้กฎหมาย บางอย่างก็เป็นเรื่องของ กกต. ตอนนี้รู้เพียงว่าหากกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับเมื่อใด ต้องจัดการเลือกตั้ง 5 เดือนหลังจากนั้น ส่วนจะเป็นวันไหนสุดแท้แล้วแต่ กกต.เป็นผู้กำหนด ส่วนกฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ จะออกมาเมื่อใดตนไม่ทราบ รัฐบาลไม่เคยเร่งรัดอะไร“นิพิฏฐ์” ดักทาง คสช.ยื้อเลือกตั้งด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การวางปฏิทินจัดเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.ของ กกต.ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เพราะเป็นหน้าที่ และอยู่ในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ยกเว้นแต่มีการคว่ำ 2 กฎหมายสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. โดย สนช. ก็จำเป็นต้องจัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 และอาจต้องเลื่อนการจัดการเลือกตั้งออกไปอีก เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้ากฎหมายฉบับสำคัญในหมวดเลือกตั้ง โดยเฉพาะกฎหมาย 2 ฉบับนี้ถูกคว่ำลง ต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป นี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางของผู้มีอำนาจ ที่จะใช้ยื้อเวลาจัดการเลือกตั้งออกไปอีก ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ คล้ายกับกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขอให้สังคมได้จับตามอง ใกล้ชิดว่าจะมีการคว่ำร่างกฎหมาย 2 ฉบับนี้อีกหรือไม่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยปมสรรหา กสม.ยังเถียงกันไม่จบช่วงบ่ายวันเดียวกันที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมพิจารณา 6 ข้อโต้แย้งจาก กสม. โดยเฉพาะประเด็นกรรมการสรรหา กสม. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีตัวแทนจากองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ร่วมเป็นกรรมการสรรหา แต่ตามร่าง พ.ร.บ. มาตรา 11 วรรคห้า ของ กรธ. บัญญัติว่าถ้าการแต่งตั้งตัวแทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ไม่สามารถแต่งตั้งได้ตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อครบ 45 วัน ให้กรรมการสรรหาที่เหลืออยู่ดำเนินการสรรหาได้ทันที จึงยังเป็นประเด็นถกเถียงและมีความเห็นต่างกันอยู่ระหว่าง กสม. และ กรธ. ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ตนจึงขอให้กลับไปหาข้อมูลมาชี้แจงอีกที ในการประชุมวันที่ 6 ก.ย. ซึ่งต้องทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา 15 วัน ที่กำหนดไว้คือวันที่ 15 ก.ย.ยกเครื่องตำรวจต้องรอบคอบที่รัฐสภา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นใด จะประชุมอีกครั้งวันที่ 6 ก.ย. เรื่องการกระจายอำนาจ ประเด็นนี้ต้องระวัง เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้เกิดช่องโหว่ ไม่เช่นนั้นสิ่งดีๆที่มีอยู่เดิมอาจหายไป หรือสิ่งใหม่ที่เข้ามาอาจไม่ดี ต้องคำนึงว่าของดีที่มีอยู่เดิมต้องไม่หายไป และได้ของดีๆใหม่ด้วย เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเพราะตำรวจไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ไม่ใช่ ตำรวจอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องระวังเพราะการเปลี่ยนระบบใหม่อาจทำให้ข้อดีหายไป การปฏิรูปเมื่อกระจายลงไปแล้วต้องปฏิบัติภารกิจให้ได้ ทั้งนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพล จะแต่งตั้งโดย ผบ.ตร. มีกรรมการร่วมกันพิจารณา ส่วนที่เหลือจะกระจายลงไปในพื้นที่ โดยพิจารณาจากความอาวุโส ผลงาน ส่วนรายละเอียดต้องไปพิจารณาอีกครั้ง“เสรี-จักรทิพย์” ปะทะกันกลางวงผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ได้เกิดการปะทะคารมระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กับนายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ไม่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ อาจทำให้ตำรวจทำงานยากขึ้น โดยยกเหตุการณ์ควบคุมสถานการณ์วันนัดฟังคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. หากมีการกระจายอำนาจจะทำให้สั่งการได้ยาก นายเสรีจึงกล่าวสวนกลับว่า อย่าเอาเหตุการณ์เดียวมาเป็นเหตุผลให้ไม่ปฏิรูปตำรวจ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า “ทุกอาชีพมีคนดีไม่ดีทั้งนั้นเช่นเดียวกับอาชีพทนายความ” นายเสรีจึงสวนกลับว่า “ในห้องประชุมนี้ไม่มีทนายเลวแน่นอน” หลังจากโต้ตอบกันไปสุดท้ายทั้งคู่ยอมรับความเห็นซึ่งกัน และกัน และกล่าวให้อภัยกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ“บิ๊กป้อม” ยันไม่มี จนท.พา “ปู” หนีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำอยู่ กำชับไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายงานที่แน่ชัด ยังไม่มีการรายงานเข้ามาเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงการสอบสวนบุคคลใกล้ชิด 14 คน ก็ไม่ทราบรายละเอียด เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้บอกข้อมูลใดๆกับใครเอาไว้เลยก่อนหายตัวไป ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คสช.ปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีนั้น จะปล่อยได้อย่างไร หน้าบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็มีตำรวจเฝ้าอยู่ ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือหลบหนีแน่นอน และตำรวจ บก.น.4 รายงานชัดเจนว่า ไม่มี ใครช่วยหลบหนี ไม่ได้มีการตรวจค้นรถ เมื่อถามว่า หากปล่อยเรื่องนี้เอาไว้นาน สังคมจะคลางแคลงใจ หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่คาใจหรอก เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าไปแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ ออกหนังสือแจ้งประสานสถานทูตไทยในประเทศต่างๆให้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว“มาร์ค” ไล่บี้รัฐถอนพาสปอร์ตขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการ “ต้องถาม” ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ว่า รู้สึกสงสัยที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือเดินทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะถือว่าเข้าหลักเกณฑ์การเพิกถอนหนังสือเดินทางแล้ว เนื่องจากระเบียบมีอยู่ 2 ข้อ คือ 1.มีหมายจับ 2.ศาลห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร น.ส.ยิ่งลักษณ์ล้วนอยู่ใน 2 เงื่อนไขนี้ จึงสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาล คสช. และกระทรวงการต่างประเทศ จึงไม่ตอบประชาชนตรงไปตรงมาว่ามีหลักเกณฑ์นี้ หากมีดุลพินิจจะไม่เพิกถอนหนังสือเดินทางก็ควรอธิบายให้สังคมทราบว่ามีเหตุผลอย่างไร แต่กลับทำให้สังคมสับสนว่าต้องรอคำพิพากษา ดูเหมือนการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถ้าขอลี้ภัยได้งานเข้า คสช.แน่นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องรับมือต่อไปคือ หากมีการทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองจริง รัฐบาลไทยจะกลายเป็นจำเลยแทน ทำให้สังคมโลกเกิดความข้องใจว่า สรุปแล้วรัฐบาลไทยมีปัญหาใช่หรือไม่ ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะจะสะท้อนถึงวิธีที่ประชาคมโลกมองประเทศเรา เรื่องรัฐประหารและการใช้อำนาจต่างๆ ดังนั้น ก่อนถึงวันที่ 27 ก.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษา รัฐบาลต้องติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างจริงจัง และเตรียมข้อมูลข้อเท็จจริงไว้ชี้แจงประชาคมโลก ว่าสรุปแล้วคดีโครงการรับจำนำข้าวเป็นคดีการเมืองหรือไม่ หากรัฐบาลไม่ช่วยชี้แจง ที่สุดจะเกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมไทยต่อไป ส่วนตัวเชื่อว่าตำรวจอารักขา น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะรู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังจะเดินทาง แต่จะไปที่ไหน อย่างไร อยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะบอกหรือไม่ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องค้นหาข้อเท็จจริงต่อไปทำใจวาทกรรม “มือเปื้อนเลือด”นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กรณีศาลฎีกายกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 นั้น ยืนยันว่าสิ่งที่ตนและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ทำไป ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการออกคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ “บอกตามตรงว่าเป็นเรื่องการเมืองจริงๆ การไต่สวนชันสูตรพลิกศพ โดยหลักเจ้าหน้าที่ต้องดูรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร พอเปลี่ยนรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขณะนั้น เปลี่ยนใจบอกว่าไม่ต้องไปดู เพราะจะเล่นงาน ผมกับคุณสุเทพเท่านั้น ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคุณอนุพงษ์ (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.) ไม่เกี่ยวข้อง เขาต้องการเล่นงานการเมืองล้วนๆ ส่วนการสร้างวาทกรรมฆาตกรมือเปื้อนเลือดนั้น ทุกอย่างที่ทำเราทำด้วยความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง ทุกคนยืนยันได้ว่าผมย้ำทุกครั้งให้หลีกเลี่ยงการสูญเสีย ผมก็ได้แต่ทำใจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความจริง เมื่อมาทำงานแบบนี้”“เต้น” พ้อคดี นปช.เหมือนงูกินหางด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวว่า เตรียมนัดหมายทีมงานฝ่ายกฎหมายของ นปช. ทนายความของผู้เสียหาย ทีมทนายความคดีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนักวิชาการที่ติดตาม เรื่องสลายการชุมนุมปี 53 มาตั้งแต่ต้น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหารือรูปแบบการดำเนินการยื่นอุทธรณ์ ที่เห็นตรงกันคือต้องมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หากความยุติธรรมยังไม่ปรากฏ ก็ต้องตามทวงถามจนถึงที่สุด เบื้องต้นเห็นด้วยกับการร้องขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ หากเห็นว่า ป.ป.ช.ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต ก็ต้องดำเนินคดีให้เป็นจำเลยตามกันไป การตามหาความยุติธรรมในคดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผ่านมา 7 ปีมีสภาพเหมือนงูกินหาง คือเริ่มต้นที่ดีเอสไอ ไปต่อที่อัยการ ส่งฟ้องไปยังศาล แล้วมีคำพิพากษาให้มาที่ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช.ก็บอกให้กลับไปดีเอสไอเพื่อหาคนฆ่าประชาชน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อไม่ท้อเดินหน้าล่าความจริงถึงที่สุดนายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า เราจะอดทนและเดินหน้าต่อ เชื่อว่าความยุติธรรมไม่มีวันหมดอายุ ยิ่งนานเรื่องนี้ยิ่งเป็นที่รับรู้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ถ้ายังไม่มีข้อยุติก็เหมือนสร้างอนุสาวรีย์แห่งความอยุติธรรม ส่วนการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้มีคณะกรรมการไต่สวนอิสระการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.นั้น คงต้องรอให้ ป.ป.ช.มีมติก่อนว่าจะพิจารณาคำร้องใหม่หรือไม่ หากล่าช้าถือว่าเข้าข่าย เชื่อว่ามีคนจำนวนมากพร้อมเข้าชื่อ เพราะขณะนี้ที่ไม่ใช่เสื้อแดงก็มีติดต่อมามาก เพราะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าคนตายเป็นร้อย จะปล่อยให้คนผิดลอยนวลไปได้อย่างไร“วิษณุ” แจงปมแก้ “ที่ดินอัลไพน์”ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีข่าวกระทรวงมหาดไทยและสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่มูลนิธิมหามงกุฎราชวิทยาลัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ จากกรณีคดีอัลไพน์ว่า ไม่เป็นความจริง ยังไม่เคยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วจะเข้า สนช.ได้อย่างไร และยังไม่เคยไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องอยู่ระหว่างหารือ ยังไม่ได้พ้นจากกระทรวงมหาดไทย แต่ก็ต้องออกเป็นกฎหมายใหม่เพราะยังถือเป็นที่ของเอกชน ทั้งนี้ ตามกฎหมายผู้ที่จะตัดสินคือ มหาเถรสมาคม (มส.) และกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมที่ดิน และ พศ. เป็นกลไกประสาน มส. ซึ่งกำลังคิดเรื่องเยียวยาผู้เดือดร้อน 600 ครัวเรือนอย่างไร ซึ่งอาจให้กรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้ามาช่วยดูด้วย พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์“บิ๊กป้อม” เร่งแก้ “ค้ามนุษย์” พ้นเทียร์ 2อีกเรื่อง พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่าเรื่องแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ภาพรวมมีความคืบหน้ามาก เมื่อวันที่ 3-17 ก.ค.ที่ผ่านมา มีการเจรจากับสหภาพยุโรป (อียู) โดยต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสากล ซึ่งไทยได้ทำไปแล้วหลายฉบับ รัฐบาลทำทุกอย่างให้ถูกต้องเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงผิดกฎหมาย จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม โดย พล.อ.ประวิตรสั่งการให้กรมประมงแก้ปัญหานี้ให้บรรลุผลให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายเรื่องนี้ให้สหรัฐฯถอดไทยออกจากเทียร์ 2 ให้ได้จี้สายการบินเคลียร์ปลดธงแดงด้าน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงว่า คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนรายงานความคืบหน้าในที่ประชุมว่า กรณีการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (เอโอซี) ว่าได้ออกใบรับรองแล้วรวม 9 สายการบิน โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ส่งจดหมายแจ้งสายการบินที่ไม่ผ่านการประเมิน 16 สายการบิน ซึ่งข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ระบุว่า หากไม่มีใบอนุญาตต้องงดการบิน ส่วนการยื่นเอกสารขอรับการตรวจจากไอเคโอนั้น จะมีการส่งบุคลากรมาตรวจสอบประเมินมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยช่วงปลายเดือน ก.ย.หรือต้นเดือน ต.ค. ถึงจะทราบว่าประเทศไทยจะปลดธงแดงได้หรือไม่ ทั้งนี้ ผลการตรวจรักษาความปลอดภัยของไอเคโอที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และ กพท.ไม่พบข้อบกพร่องโดยจะแจ้งผลตรวจสอบอีก 60 วัน หลังการประเมินเมื่อเดือน ก.ค. “บิ๊กตู่” บินไปเซียะเหมินร่วมวง BRICSที่ท่าอากาศยานเซียะเหมินเกาฉี เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน เวลา 12.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่น เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา และคณะ เดินทางถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกา) กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ย. โดยมีอธิบดีกรมการทูตของจีน เอกอัครราชทูตจีน ผู้แทนรัฐบาลมณฑลฝูเจี้ยน ผู้แทนรัฐบาลเมืองเซียะเหมินให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ก่อนเข้าร่วมการประชุม BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา พล.อ.ประยุทธ์ได้ฟังการบรรยายสรุปที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮาร์เบอร์วิว โรงแรมที่พักยกทีมปิดห้องคุย “สี จิ้นผิง”จากนั้นเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้พบหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐ ประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับจีน โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วม พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการกระชับความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับจีน และขับเคลื่อนความร่วมมือที่มีอยู่ให้คืบหน้าและเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ผู้นำทั้ง 2 ยินดีที่เห็นพัฒนาการความร่วมมือที่เคยหารือไว้ ในด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในโครงการความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน ที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์เชื่อมโยงและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ ในการหารือยังเห็นพ้องว่าการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศ ลงนาม 4 ข้อตกลงรถไฟไทย-จีนหลังการหารือ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสี จิ้นผิง ได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน 4 ฉบับ คือ 1.สัญญาการออกแบบโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและ สาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะที่ 1 2.สัญญาที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะที่ 1 3.ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน (พ.ศ.2560-2564) และ 4.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในกรอบเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ ในช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์พร้อมภริยาได้เข้าร่วมงาน Reception ที่ทางการจีนจัดขึ้นเพื่อเลี้ยงต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุม โดยได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับผู้นำประเทศที่เข้าประชุมพร้อมคู่สมรส และร่วมชมการแสดงทางวัฒนธรรมที่ทางการจีนเตรียมไว้ต้อนรับด้วย