“เป็นเรื่องที่น่าดีใจ ไตรมาสแรกของปี 2565 สถานการณ์และแนวโน้มราคายางพาราทุกชนิดมีทิศทางการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่ กก.ละ 50 บาท ยางแผ่นดิบ กก. ละ 60.60 บาท ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กก.ละ 63.77 บาท เช่นเดียวกับน้ำยางสดราคาขึ้นไปถึง กก.ละ 64.50 บาท เนื่องจากมีหลายปัจจัยเกื้อกูลทำให้แนวโน้มราคายางมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของผลผลิตที่ลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 6.35% เหลือผลผลิตออกสู่ตลาดเพียง 1.19 ล้านตัน เพราะขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลปิดกรีดยางแล้ว” นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) บอกถึงสถานการณ์ยางพาราของไทยที่มีแนวโน้มดีขึ้นรับปีเสือ นอกจากผลผลิตน้อย ทำให้ยางพาราทุกชนิดราคากระเตื้องขึ้นแล้ว สวนยางไทยยังต้องเผชิญกับการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ มีสวนยางในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกได้รับผลกระทบรวมกันประมาณ 1 ล้านไร่ ไม่ต่างจากประเทศผู้ปลูกยางรายใหญ่อย่างอินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียเกิดการระบาดเป็นวงกว้าง มีสวนยางพาราได้รับผลกระทบมากกว่า 2 ล้านไร่ ขณะที่ความต้องการใช้ยางกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ที่ต่างมีค่าดัชนี PMI (ตัวชี้วัดแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต หากมีค่ามากกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวจากระดับปัจจุบัน) ขยายตัวเหนือระดับ 50 เช่นเดียวกับประเทศจีนที่มีดัชนี PMI เพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงระดับ 50 แล้วประกอบกับสต๊อกยางในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ อาทิ สต๊อกยางเมืองชิงเต่า ที่นําเข้ายางมากที่สุดในโลก และเป็นฐานสำคัญในการผลิตล้อยาง จากเดิมที่มีสต๊อกยางถึง 600,000 ตัน ปัจจุบันเหลือแค่ไม่ถึง 227,000 ตัน เช่นเดียวกับสต๊อกยางตลาดเซี่ยงไฮ้ และสต๊อกยางตลาดญี่ปุ่นก็มีปริมาณลดลง จำเป็นจะต้องจัดซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงในภาคการผลิต คาดว่า การส่งออกยางไทยในปี 2565 จะส่งออกประมาณ 4.23 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.03% โดยไตรมาสแรกจะส่งออกประมาณ 1.11 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.29% จากปัจจัยต่างๆ ทำให้แนวโน้มราคายางพาราในปี 2565 น่าจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความ ต้องการใช้ยางมากกว่ากำลังการผลิต คาดว่าผลผลิตยางทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 14,544 ล้านตัน ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5 ความต้องการใช้ยางจะพุ่งสูงขึ้นถึง 14,822 ล้านตัน ยางจะขาดตลาดแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆเกื้อหนุนอีก เช่น ประเทศจีนที่เข้าสู่ฤดูหนาว สวนยางในมณฑลยูนนาน และมณฑลไห่หนานจึงหยุดกรีดยางแล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีความต้องการใช้ถุงมือยาง และชุด PPE มากขึ้นนอกจากนั้น กระแสการลดโลกร้อนทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในจีนขยายตัว ความต้องการยางล้อสำหรับรถไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงการเปิดใช้เส้นทางรถไฟจีน-ลาว เป็นโอกาสของการส่งออกยางทางรถไฟ ใช้เวลาจากลาวไปจีนประมาณ 3 วัน จากเดิมขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังถึงชิงเต่าใช้เวลาประมาณ 14-16 วัน เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาทิ ยางยานพาหนะ ถุงมือยาง สายยาง ในปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย “หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานต่างๆแล้ว ราคายางในปี 2565 น่าจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะต้องพัฒนาและปรับปรุงการทำสวนยางให้ได้มาตรฐานสากลตามที่ กยท.แนะนำ เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตยางแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ต่างชาตินำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าอีกด้วย”สำหรับปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กำลังเป็นชนวนก่อสงคราม ผู้ว่าการ กยท.มองว่า ไทยจะได้รับผลกระทบในเชิงบวก เพราะประเทศคู่ขัดแย้งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และนำเข้ายางพาราจากไทยไม่มากนัก ฉะนั้น เมื่อเกิดสงคราม น้ำมันมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ยางสังเคราะห์แพงขึ้นตาม ตลาดจะหันมาให้ความสำคัญกับยางพาราที่ไทยเป็นเจ้าตลาดมากขึ้น เพื่อทดแทนยางสังเคราะห์ที่มีราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกันสงครามน่าจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ทำให้เราส่งออกได้มากขึ้น.กรวัฒน์ วีนิล