แผลอดีตลึกอนาคต ความขัดแย้งปาตานี

ข่าว

    แผลอดีตลึกอนาคต ความขัดแย้งปาตานี

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      14 ต.ค. 2564 05:24 น.

      “อดีต”...“อนาคต” งานวิจัย “การเมืองของความขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี : ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงความ เป็นการเมืองในห้วง 15 ปีของความรุนแรง”... (สกสว./กรกฎาคม 2563)

      รอมฎอน ปันจอร์ ผู้วิจัย บอกว่า ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คืออิทธิพลของเรื่องราวในอดีตที่ส่งผลต่อข้อเสนอทางการเมือง หรือในอีกด้านก็คือศักยภาพของโครงเรื่องเล่าใน “ประวัติศาสตร์” ที่กำหนด “จินตนาการ” ต่ออนาคตของผู้คนในพื้นที่ความขัดแย้ง

      การศึกษาพลวัตการถกเถียงเกี่ยวกับ “อัตตบัญญัติในชายแดนใต้” หรือ “ปาตานี” ชิ้นนี้พบว่ายังคงดำรงสถานะเป็นทางเลือกหนึ่งของชนกลุ่มน้อยมลายูมุสลิมอยู่เสมอเมื่อสามารถเชื่อมโยงบทสนทนา ข้อเรียกร้อง หรือคำเสนอแนะดังกล่าวให้เข้ากับเหตุการณ์ สถานที่ ห้วงขณะ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรม

      หรือ...เหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่ผู้คนมีความรู้สึกร่วมกันอย่างกว้างขวาง โครงเรื่องเล่าเหล่านี้ยังมีสถานะเป็นเหตุผลรองรับข้อเสนอทางการเมืองเหล่านั้น ทำหน้าที่เป็นสิ่งย้ำเตือนถึง “ความเจ็บปวด”...“ชะตากรรม” ที่ประสบร่วมกัน เป็นทั้งคำร้องทวงถามความยุติธรรมไปพร้อมๆกับทวงถามการบรรเทาเยียวยาจากรัฐ

      ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจนำเสนอข้อเรียกร้องตลอดหลายปีจึงมักจะสัมพันธ์เชิงความหมายและสัญลักษณ์กับประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทั้งที่เป็นโครงเรื่องเล่าในอดีตอันยาวไกลและเป็นประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่ปี เหตุการณ์ในอดีตเหล่านี้ถูกเลือกอย่างรอบคอบเพื่อให้เพิ่มเหตุผลและพลังโน้มน้าวข้อเรียกร้อง

      “ความทรงจำต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบถูกหยิบยก เลือกใช้ ช่วงชิงความหมายเพื่อรองรับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการเรียกร้องสิทธิเครือข่ายนักศึกษาที่อาศัยวาระครบรอบเหตุการณ์จัดกิจกรรม...มุ่งสื่อสารข้อความทางการเมือง หรือแม้แต่คำแนะนำที่มาจากผู้นำทางการเมืองของมาเลเซียหลายครั้ง”

      ในกรณีสังหารหมู่ที่มัสยิดบ้านไอปาแยในปี 2552 ก็กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายที่เรียกร้องปัตตานีมหานครในเวลาต่อมา ควรต้องกล่าวด้วยว่าแม้แต่ข้อเสนอ “นครปัตตานี” ที่นำเสนอโดยรองนายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้นก็เคยถูกวางให้เปิดเผยเป็นครั้งแรกที่มัสยิดกรือเซะในเดือนมิถุนายน 2547

      หลังเหตุการณ์โจมตีที่มัสยิดเพื่อยุติสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อสองเดือนก่อนหน้านั้น ซึ่งถือเป็นการช่วงชิงความหมายในทางการเมืองที่แหลมคมอย่างมาก แม้จะไม่ได้รับการตอบสนองใดๆจากทั้งรัฐบาลและผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ในขณะนั้นเลยก็ตาม

      แบบแผนข้างต้นพอสรุปได้ว่า... “ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่อาจหาหนทางที่ดีพอในการยอมรับประวัติศาสตร์บาดแผลและโครงเรื่องเล่าในทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในขณะที่การปกครองของกฎหมายหรือนิติรัฐยังคงเป็นหลักการที่เลื่อนลอยไร้บรรทัดฐานที่ทำให้ผู้คนเชื่อมั่นไว้วางใจได้...

      วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ยังดำรงอยู่ไปพร้อมๆกับการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติและไม่เสมอหน้า โครงสร้างอำนาจรัฐยังไม่สามารถปรับตัวให้ยืดหยุ่นและโอบเอาชนกลุ่มน้อยไว้ได้อย่างตั้งมั่นในสังคมการเมืองไทย”

      หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ...โครงสร้างอำนาจดังกล่าวยังไม่สามารถสะท้อน ตอบโจทย์ต่อสิ่งที่บางคนเรียกว่า “สำนึกอัตลักษณ์” หรือ “คุณค่าศักดิ์สิทธิ์” ของผู้คนเอาไว้ได้...ตราบนั้นเหตุการณ์ความไม่เป็นธรรมและเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ฝังใจเช่นนี้ก็จะยังคงมีศักยภาพที่จะกลายเป็นชนวน

      ...ให้มีการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองอยู่เสมอ

      หนึ่งในนั้นก็คือความสามารถในการสถาปนาความรู้สึกร่วมที่กว้างขวาง การสร้างความร่วมมือภายในสังคมมลายูมุสลิม ซึ่งเครื่องมือสำคัญก็คือเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์บาดแผลนั่นเอง

      อย่างไรก็ตาม การช่วงชิงความหมาย...การตีความประวัติศาสตร์ยังปรากฏอยู่ภายในสังคมมลายูมุสลิมด้วยเช่นกัน หากพิจารณาจากมุมมองของกรุงเทพฯข้อเรียกร้องในการปกครองตนเองภายใต้รัฐอธิปไตยไทยกับข้อเรียกร้องเอกราชปาตานีนั้นดูเหมือนจะเสริมกันและกัน

      แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นข้อเสนอที่มีสถานะเป็นคู่แข่งในเชิงยุทธศาสตร์ คำถามที่ว่าจะเลือก “ออโตโนมี” หรือ “เอกราช” นั้นยังคงเป็นประเด็นถกเถียงที่ทรงพลังอยู่เสมอในหมู่บรรดานักเคลื่อนไหวทั้งที่ติดอาวุธ...ใช้แนวทางการขับเคลื่อน น่าสนใจว่าการช่วงชิงความหมายนี้ยังปรากฏผ่านการตีความประวัติศาสตร์

      นับตั้งแต่...บาดแผลในกรณี ฮัจญีสุหลง อับดุลกอเดร์ ที่ถูกเจ้าหน้าที่สังหารไปในปี 2497 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นผู้นำในการเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อต่อรัฐบาลไทยในขณะนั้น

      หัวใจสำคัญก็คือรูปแบบการปกครองตนเองเหนือพื้นที่หรือดินแดนที่มีชาวมลายูมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่นั่นเอง

      ประสบการณ์...ความล้มเหลวของฮัจญีสุหลงเป็นทั้งแรงบันดาลใจในการต่อสู้ และมักจะถูกตีความเพื่อชี้ให้เห็นวิธีการที่โหดร้ายอันยากจะเจรจาต่อรองได้ของรัฐบาลไทย อีกทั้งยังยืนยันความจำเป็นในการเคลื่อนไหวเพื่อบรรลุถึงเอกราช ที่สำคัญคือ...การปลุกเร้าให้เห็นความจำเป็นของการใช้ความรุนแรงเข้ากดดัน

      นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับความเป็นไปในปาตานี และชะตากรรมของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ด้านหนึ่ง...ข้อเรียกร้องทั้ง 7 ประการที่ครอบคลุมเนื้อหา

      ตั้งแต่ที่มาของผู้ปกครองที่ชอบธรรม การบริหารกิจการต่างๆที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการภาษี ภาษา การศึกษา กฎหมายอิสลาม กิจการศาสนา และสัดส่วนข้าราชการนั้น อาจเรียกขานตามการตีความนักประวัติศาสตร์ไทยบางคนว่าเป็น “คำร้องขอ 7 ประการ” เนื่องจากเป็นผลจากการเจรจาต่อรองที่มีขึ้นครั้งแรก

      ระหว่างชนกลุ่มน้อยมุสลิมกับรัฐบาลไทยในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ซึ่งควรต้องพิจารณาด้วยว่าในโมงยามในขณะนั้น ระเบียบของการเมืองระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สองยังไม่ตั้งมั่นมากนัก

      ทางเลือกของ “ชนกลุ่มน้อยมุสลิม” ที่ดำรงอยู่นอกรัฐมลายูนั้นมีมากกว่าหนึ่ง...แทนที่จะเข้าไปผนวกรวมกับรัฐมลายูทางใต้หรือปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากรัฐเจ้าบ้านทางเหนือ (สยาม) และทางใต้ (บริติชมลายา)...“คำร้องขอ” ดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญว่าทางเลือกที่จะยอมรับอำนาจอธิปไตยของไทยนั้นเป็นไปได้มากที่สุด หากแต่สถานการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้น...ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือ “การก่อการรัฐประหาร”

      ปลายปี 2490 “กองทัพ” ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยอย่างที่ไม่อาจหวนคืนกลับได้ รัฐบาลอำนาจนิยม การจัดการกับ “ศัตรูทางการเมือง” จึงเกิดขึ้น จุดพลิกผันนี่เองที่ “บีอาร์เอ็น” ก่อตั้งขึ้นในปี 2503

      ข้อเสนอที่สุดขั้วและท้าทายระเบียบของรัฐไทยอย่างถึงที่สุดนั้นกำเนิดขึ้นมาได้จากระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง...บทเรียนจากประวัติศาสตร์เตือนให้เห็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญของการแสวงหาทางออกที่เปิดกว้างต่อบรรดาทางเลือกต่างๆที่จะเป็นไปได้ก็เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตย

      ในความหมาย “เคารพสิทธิ”...“เสรีภาพ” ประชาชนในการแสดงออก เคลื่อนไหวโต้แย้งกันอย่างสร้างสรรค์ เมื่อ “ความรุนแรง” หวนคืนกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขและจังหวะเวลาใดก็ตาม เสียงอื้ออึงของความรุนแรงจะกลบเสียงที่ควรถูกรับฟังมากที่สุด นั่นก็คือผู้คนที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้

      “ทุกฝ่ายต้องตระหนักการสร้างพื้นที่ถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเป็นปัจจัยสำคัญในการหลีกเลี่ยง บรรเทาผลกระทบของสงครามกลางเมือง ทั้งในกรณีที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องและการป้องกันความรุนแรงจากความขัดแย้งระลอกใหม่” รอมฎอน ปันจอร์ กล่าวทิ้งท้าย.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ชายแดนใต้อัตตบัญญัติในชายแดนใต้ปาตานีมัสยิดมุสลิมสกู๊ปหน้า 1

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 02:22 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์