ข่าว
100 year

อยู่ "น่าน" นานๆ นะ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์15 มิ.ย. 2562 05:01 น.
SHARE

ไม่มีคำใดจะอธิบายความสุขของการได้มาสัมผัสเมืองเล็กๆ ที่น่ารักอย่าง “น่าน” ได้ดีไปกว่า การเชื้อเชิญให้อยู่นานๆเพื่อเสพและซึมซับความสุขแบบที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่

มีโอกาสติดตาม คณะนักศึกษา หลักสูตรบริหารจัดการการท่องเที่ยว สำหรับผู้บริหารระดับสูง (TME) รุ่นที่ 3 นำโดย ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธาน TME 3 เดินทางไปทัศนศึกษาดูงานในจังหวัดน่าน เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โปรแกรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อให้เห็น...น่าน ในหลากหลายมิติอย่างครบเครื่อง

มาถึงเมืองน่าน วัดที่ต้องไปกราบสักการบูชา คงหนีไม่พ้น วัดภูมินทร์ หรือชื่อเดิมว่า วัดพรหมมินทร์ เป็นวัดหลวง ตั้งอยู่กลางเมืองน่าน เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ สร้างวัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2139 ต่อมานานถึง 300 ปี จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิ์เดช ในราวปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 7 ปี

วัดภูมินทร์มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่นๆ คือโบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกันทรงจัตุรมุข ประตูไม้ทั้งสี่ทิศแกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือช่างเมืองน่าน ฝาผนังภายในโบสถ์และวิหารแสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุคสมัย โดยเฉพาะเส้นสายลายผ้าของชาวไทลื้อ และคนน่านในอดีต ภายในโบสถ์และวิหารองค์เดียวกันนี้ ประดิษฐานพระประธานจตุรทิศปางมารวิชัย 4 องค์ หันหน้าออกสู่ประตูทั้ง 4 ทิศ มีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัว มีความหมายว่า การอุ้มชูพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

ฝั่งตรงข้ามกับวัดภูมินทร์เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ซึ่งเดิมเป็นที่ประทับของ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน ซึ่งมีพระราชานุสาวรีย์ของท่าน ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น มีมุขด้านหน้า หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด บนเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา

ไฮไลต์สำคัญที่อยู่ด้านในของพิพิธภัณฑ์คือ งาช้างดำ วัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่านเป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากเจ้าผู้ครองเมืองน่านหลายชั่วอายุ ไม่มีจดหมาย เหตุบันทึกถึงความเป็นมาของงาช้างนี้ไว้เป็นที่แน่นอน แต่มีบันทึกอ้างจากคำบอกเล่าของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองเมืองน่านองค์สุดท้ายก่อนที่จะพิราลัย ในปี พ.ศ.2474 ว่า “ประมาณ ปี พ.ศ.1896 พญาการเมืองเจ้าเมืองน่านองค์ที่ 5 เป็นผู้ได้งาช้างดำนี้มาและประสงค์ให้งาช้างดำนี้เป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป”

งาช้างดำมีลักษณะเป็นงาปลียาว 94 เซนติเมตร วัดโดยรอบตรงส่วนที่ใหญ่ที่สุดได้ 47 เซนติเมตร มีนํ้าหนักถึง 18 กิโลกรัม สันนิษฐานว่าเป็นงาช้างข้างซ้ายเพราะปรากฏรอยเสียดสีกับงวงช้างให้เห็น

ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติน่าน มีวัดที่สวยงามด้วยสีทองอร่ามเรืองสะดุดตา ชื่อว่า วัดศรีพันต้น ตามประวัติบอกว่า สร้างโดย พญาพันต้น เจ้าผู้ครองนครน่าน แห่งราชวงศ์ภูคา บางสมัยเรียกว่า วัดสลีพันต้น ซึ่งน่าจะแผลงมาจากคำว่า สลี ซึ่งหมายถึง ต้นโพธิ์ ที่ในอดีตมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ของวัด ปัจจุบันถูกโค่นเพื่อตัดเป็นถนนไปแล้ว ภายในวัดมีวิหารที่สวยงาม ตั้งเด่นเป็นสง่ามีสีทองระยิบระยับ เป็นอีกวัดหนึ่งในจังหวัดน่านที่มีจิตรกรรมปูนปั้นที่สวยงามโดยเฉพาะพญานาคเจ็ดเศียรเฝ้าบันได หน้าวิหารวัด ภายในวิหารมีการเขียนภาพลายเส้นประวัติของพระพุทธเจ้า และประวัติการกำเนิดเมืองน่าน โดยช่างชาวน่าน เป็นภาพเขียนลายเส้นลงสีธรรมชาติสวยงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

ชมวัด ชมเวียงแล้ว ก็ไปดูงานวิสาหกิจชุมชนกันบ้างที่ ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน วิสาหกิจชุมชนที่เริ่มต้นจากความตั้งใจจะลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ลดการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน ด้วยการผลิตน้ำยาล้างจาน สบู่ แชมพู เพื่อใช้เอง จนเติบโตกลายมาเป็นชุมชนชีววิถี ที่เป็นตัวอย่างการพึ่งพาตนเอง แถมยังสามารถสร้างรายได้ให้กับ 5 หมู่บ้าน เป็นชุมชนผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจำหน่ายไปทั่วประเทศ และยังรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ อีกกว่า 20 แบรนด์

สินค้าของที่นี่มีมากกว่า 30 รายการ ทั้งแชมพู สบู่ โลชั่น เครื่องดื่มสมุนไพรต่างๆ ยาหม่อง น้ำมันนวด ลูกประคบ โดยจำหน่ายผ่านแบรนด์ชีวาและชีวาน่า นอกจากนี้ยังรับจ้างผลิตให้แก่แบรนด์อื่นๆอีกถึง 20 แบรนด์ และแม้จะเป็นแค่วิสาหกิจชุมชนแต่โรงงานของบ้านน้ำเกี๋ยนได้รับมาตรฐาน GMP เรียบร้อยแล้ว กำลังยื่นขอ GMP อาเซียน เพื่อการส่งออก ...ไม่ธรรมดาเลยล่ะ...

จากอำเภอเมือง มุ่งหน้าสู่อำเภอปัว หรือ เมืองพลัว วรนคร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของเมืองน่าน แต่ต่อมาสายน้ำเปลี่ยนเส้นทางจึงย้ายมาสร้างเมืองหลวงใหม่ในเขตตัวเมืองน่าน ปัจจุบันเมืองปัวจึงกลายเป็นอำเภอที่เปรียบเสมือนเส้นทางเชื่อมโยงไปยังอำเภอต่างๆ ของน่าน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอปัวมีมากมาย 1 ในนั้นคือ วัดศรีมงคล หรือวัดบ้านก๋ง เป็นจุดเช็กอินของอำเภอปัว ด้วยการจัดตกแต่งวัดได้สวยงาม ด้านหลังวัดมีลานชมวิวมองเห็นทุ่งนาเขียวขจี และทิวเขาของดอยภูคา บริเวณนาข้าวมีที่พักและร้านกาแฟฮักนาน่าน มีสะพานไม้ไผ่เชื่อมจากตัววัดสามารถลงไปเดินเล่นถ่ายรูปได้ ภายในวิหารมีองค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ และภาพจิตรกรรม ฝาผนังทั้ง 4 ด้านที่งดงาม

ไม่ไกลจากปัว แนะนำให้ขับรถไปอีกประมาณ 20 กม. เพื่อเที่ยว อ.เชียงกลาง ที่นั่นมีโรงบ่มใบยาสูบ บ้านสบกอน ใช้บ่มใบยาเวอร์จิเนียสายพันธุ์ค็อกเกอร์ 347 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยาสูบจากอเมริกาที่ปลูกในพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ และน่าน และสนามบินเหล็ก ที่รันเวย์สร้างขึ้นจากเหล็กแผ่นนำเข้าจากไต้หวัน เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว...มีกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวคือ การปั่นจักรยานชมธรรมชาติและวิถีชีวิต

นี่แค่...เสี้ยวเล็กๆของเมืองน่าน ที่เวลามีจำกัด...ถ้ามีเวลามากกว่านี้ บอกเลยว่าน่าน...มีเสน่ห์มากกว่าที่คิด ชีวิตเรียบง่าย วิถีเนิบช้าแต่สง่างาม ไม่แปลกใจเลยว่า...

ทำไม...ใครๆถึงอยากมาอยู่น่าน...ให้นานกว่านี้...!!!!

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น่านวัดภูมินทร์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านปัวจังหวัดน่านสถานที่ท่องเที่ยวเที่ยวตามตะวันข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้