ล้งทุเรียนไทยแทบจะสูญพันธุ์กลายเป็นล้งทุเรียนจีน ที่อาจนำปัญหามาสู่ทุเรียนไทยในอนาคต แต่สำหรับ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี กลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยทุเรียนยังมีปริมาณไม่มาก จึงยังไม่เคยมีล้งมารับซื้อเลย จะมีก็เพียงพ่อค้ามารับซื้อแล้วนำไปขายต่อ“เรามองเห็นว่าพื้นที่ทองผาภูมิและ จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ติดน้ำ และเห็นศักยภาพการเติบโตของการปลูกทุเรียนในพื้นที่ มีโอกาสเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนใหม่ที่มีอนาคต มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง ทองผาภูมิ อีกหนึ่งสินค้าจีไอของจังหวัด และจีไอน้องใหม่ล่าสุดของบรรดาสินค้าจีไอของไทย ที่ตอนนี้เพิ่มเป็น 3,000-5,000 ไร่ ต่างจาก 10 ปีที่แล้ว ที่มีเพียงน้อยนิด ส่วนการขายก็มีคนพื้นที่อื่นเข้ามารับซื้อ จึงมองว่าในเมื่อเราเป็นคนพื้นที่ ทำไมจึงไม่รับซื้อโดยการเป็นล้งเสียเอง จึงจะถือว่าใช้ชื่อทุเรียนทองผาภูมิได้สนิทใจ และสร้างความภาคภูมิใจให้ทุเรียนบ้านเรา” ติณณ์ นิสยะมาตร์ และ ศุภรัตน์ มุรินทร์ แห่งล้งทุเรียนมูลิน สองหนุ่มสาวผู้อาจหาญ ก่อตั้งล้งรับซื้อทุเรียนที่แรกและหนึ่งเดียวของ จ.กาญจนบุรี ...ทุเรียนหมอนทอง ทองผาภูมิ ค่อนข้างแตกต่างจากพื้นที่อื่น คือ กลิ่นไม่แรง เปลือกบาง เนื้อหนา ละเอียด เส้นใยน้อย เมล็ดลีบ รสชาติหวานมัน ที่สำคัญผลผลิตทุเรียนหมอนทอง ทองผาภูมิ จะออกมาหลังทุเรียนตะวันออก แต่ให้ผลผลิตก่อนทุเรียนใต้ ทำให้ช่วงรอยต่อนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบของทุเรียนบ้านเรา เพราะเมื่อหมดทุเรียนตะวันออก ก็จะถึงเวลาของทุเรียนทองผาภูมิที่เข้าตลาด เมื่อหมดจึงถึงเวลาของทุเรียนใต้ เจ้าของล้งทุเรียนแห่งแรกเล่าต่อไปว่า หลังจากเป็นเกษตรกรปลูกขายให้คนอื่นมานาน ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้คนพื้นที่รับซื้อผลผลิตของคนพื้นที่เอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมารับซื้อแล้วนำไปขายต่อ ปีที่แล้วจึงศึกษาเรื่องของการส่งออก โดยพุ่งเป้าไปที่ตลาดใหญ่ที่สุดอย่างประเทศจีน ที่ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อ ขอแค่ได้ทุเรียนคุณภาพ ไม่นานก็เปิดล้งของตัวเอง กลายเป็นล้งแรกและแห่งเดียวของ จ.กาญจนบุรี โดยช่วงเริ่มต้นรับแต่ทุเรียนหมอนทอง ทองผาภูมิ วันละ 10 ตัน เพื่อที่จะควบคุมคุณภาพได้ง่ายขึ้น แต่ในอนาคตก็จะพิจารณาทุเรียนพันธุ์อื่น และอาจเพิ่มปริมาณ โดยรับซื้อในราคา กก.ละ 150 บาทขึ้นไป (ราคาขึ้นลงขึ้นกับราคาตลาดกลาง)“เราจะดีลธุรกิจกับทางจีนเองทุกอย่าง โดยปีแรกได้รับออเดอร์ส่งไปยังเมืองเสิ่นหยางของประเทศจีน ใช้เวลาขนส่งประมาณ 10 วัน และจะขยายตลาดทั้งแง่ปริมาณและมูลค่าต่อไปในอนาคต เพราะจากการติดต่อไปยังเมืองอื่น ค่อนข้างได้รับความสนใจ เพียงแต่เขายังไม่แน่ใจในเรื่องของคุณภาพ เพราะเราเป็นเจ้าใหม่ ฉะนั้นทุเรียนไทยต้องยึดมั่นในคุณภาพ โดยเฉพาะเกษตรกร ล้ง พ่อค้า ที่ต้องช่วยกัน แม้ในอนาคตราคาภาพรวมอาจจะตกลงไปบ้าง จากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น ทั้งในบ้านเราและเพื่อนบ้าน แต่หากสินค้าเรามีคุณภาพ สามารถรักษารสชาติความอร่อยไว้ได้ แม้จะมีปัญหาในเรื่องระยะทางขนส่งที่แพ้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม แต่ก็ไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะอนาคตเราจะสู้กันด้วยคุณภาพ”.กรวัฒน์ วีนิลคลิกอ่าน “ข่าวเกษตร” เพิ่มเติม