ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุก “วิชัย กฤษดาธานนท์” อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร 860 ปี ในคดีฟอกเงินที่ได้จากการปล่อยสินเชื่อ ธ.กรุงไทยโดยมิชอบกว่าหมื่นล้านบาท โดยให้นับโทษต่อจากคดีอื่นอีก 12 ปี ส่วนลูกชายและพวกอีก 5 คนรับโทษลดหลั่นกันไป ทั้งหมดถูกสั่งให้ร่วมกันใช้หนี้กว่า 8,868 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยภายใน 30 วัน ขณะที่ศาลยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งหมด ก่อนออกหมายขังส่งเข้าเรือนจำที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 83 ปี อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดา มหานคร เป็นจำเลยที่ 1 นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 56 ปี บุตรชายของนายวิชัย อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโบนัส บอร์น จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 นายบัญชา ยินดี อายุ 63 ปี อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด และบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บมจ.กฤษดามหานคร เป็นจำเลยที่ 3 น.ส.เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร อายุ 51 ปี อดีตเลขานุการของนายรัชฎา เป็นจำเลยที่ 4 นายปภพ สโรมา อายุ 69 ปี ผู้มีชื่อเป็นกรรมการใน 3 บริษัท ประกอบด้วย บจก.อาร์เคฯ, บจก. โกลเด้นฯ, บริษัทแกรนด์คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด เป็นจำเลยที่ 5 และนายธีรโชติ พรมคุณ อายุ 58 ปี พนักงาน บมจ.กฤษดามหานคร เป็นจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินคดีนี้พนักงานอัยการฟ้องว่าระหว่างวันที่ 11 ก.ย.46-ธ.ค.47 หลังจากที่มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยฯ ผู้เสียหายให้กับ บมจ.กฤษดามหานคร และบริษัทในเครือโดยมิชอบแล้ว จำเลยทั้งหมดกับพวกอีกหลายคนสมคบกันฟอกเงินที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบจำนวน 10,400,000,000 บาท นำบริษัทนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1-3 มีอำนาจกระทำการแทน มาใช้ในการโอนและรับโอนเงิน น.ส.เพชรรัตน์ จำเลยที่ 4 เลขานุการของนายรัชฎา จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารพาณิชย์และบัญชีซื้อขายของบุคคลอื่น เพื่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปใช้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีนายปภพ จำเลยที่ 5 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีธนาคารของ บจก.โกลเด้นฯ รับโอนเงินที่ได้จากการกระทำผิดแล้วนำไปเข้าบัญชี บจก.แกรนด์ คอมพิวเตอร์ฯ แล้วนำมาชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นแปลงสภาพ บมจ.กฤษดามหานคร อีกทีขณะที่นายธีรโชติ จำเลยที่ 6 เป็นพนักงานขับรถประจำตัวนายวิชัย อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดา มหานคร ได้ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์เพื่อให้นายวิชัย จำเลยที่ 1 โอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้วทำหน้าที่นำเช็คของธนาคาร ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไปเบิกถอนเป็นเงินสดตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ขณะที่ บจก.อาร์เคฯ และ บจก.โกลเด้นฯ ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย แล้วก็ไม่ได้นำไปปรับโครงสร้างหนี้และจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม ตามเหตุผลการขอสินเชื่อ แต่นายบัญชา จำเลยที่ 3 กลับร่วมกับพวกนำเงินนั้นไปออกเช็คแล้วฝากเข้าบัญชีบุคคลต่างๆ ก่อนจะเบิกถอนเงินสดไปซื้อขายหุ้นและที่ดิน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้ง 6 คนกับพวกและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ยื่นขอกู้ และในระหว่างนั้นพวกจำเลยยังร่วมกันออกเช็คในนามบริษัทนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าบัญชีธนาคารของพวกจำเลยอีกหลายครั้ง เป็นการโอน รับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินหรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมิต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ในความผิดมูลฐานหรือกระทำการเพื่อปกปิด อำพรางการได้มา การโอนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน 141 กรรม คดีนี้จำเลยทั้งหมดปฏิเสธขอต่อสู้คดีท้ายคำฟ้องพนักงานอัยการขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดและนับโทษต่อจากคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1-3 ไว้คนละ 12 ปี ในคดีทุจริตปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับ บจม.กฤษดามหานครด้วยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ม.5 ม.9 และ ม. 60 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำความผิด 133 กรรม รวมโทษจำคุกเป็นเวลา 860 ปี จำเลยที่ 2 ทำผิด 28 กรรม รวมจำคุก 118 ปี จำเลยที่ 3 ทำผิด 52 กรรม รวมจำคุก 416 ปี จำเลยที่ 4 จำคุก 38 ปี จำเลยที่ 5 ทำผิด 25 กรรม รวมจำคุก 235 ปี และจำเลยที่ 6 ทำผิด 39 กรรม รวมจำคุก 262 ปี แต่ตาม ป.อาญา ม.91 (2) ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-6 ได้ไม่เกิน 20 ปี พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งหมดคนละ 20 ปี คดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์ แต่เมื่อเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดจากการทุจริตปล่อยสินเชื่อธนาคารกรุงไทยฯ ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์แต่เมื่อทรัพย์ถูกโอนย้ายไปแล้วยากต่อการติดตามคืน พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้เงิน 8,868 ล้านบาทเศษภายใน 30 วัน หากผิดนัดชำระให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีต่อมาเวลา 16.30 น.จำเลยทั้งหมดยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลพิเคราะห์คำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้วไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงหากปล่อยไปเกรงจำเลยจะหลบหนี ให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยทั้งหมดยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว กระทั่งครบกำหนดเวลาราชการศาลอุทธรณ์ไม่มีคำสั่ง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยทั้งหมดไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯตามขั้นตอน